
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (17)
ตุลาการศาลสูงสุดที่มิได้เป็นประธานตุลาการศาลสูงสุด แต่มีบทบาทสูงอีกผู้หนึ่งที่สมควรกล่าวถึง คือ หลุยส์ เดมบิตส์ แบรนไดส์ (Louis Dembitz Brandeis) ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วง 1 มิ.ย. 2459-13 ก.พ. 2482
ตุลาการศาลสูงสุดที่มิได้เป็นประธานตุลาการศาลสูงสุด แต่มีบทบาทสูงอีกผู้หนึ่งที่สมควรกล่าวถึง คือ หลุยส์ เดมบิตส์ แบรนไดส์ (Louis Dembitz Brandeis) ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วง 1 มิ.ย. 2459-13 ก.พ. 2482
ตระกูลของแบรนไดส์มาจากครอบครัวผู้มีวัฒนธรรม (Cultured family) กล่าวคือ มักจะไม่คุยกันเรื่องธุรกิจ หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ ระหว่างกินอาหารมื้อเย็น แต่จะคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม หรือประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
แม้จะมาจากครอบครัวชาวยิว และคนในตระกูลจะเคร่งศาสนา แต่พ่อแม่ของหลุยส์เป็นพวกเปิดกว้างกว่า พวกเขาร่วมเฉลิมฉลองในพิธีกรรมของชาวคริสต์ในชุมชน
หลุยส์เติบโตมาในครอบครัวของคนที่รักหนังสือ ดนตรี และการเมือง เมื่อเข้าเรียน หลุยส์เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน และมักสอบได้ที่หนึ่งของชั้น ตอนอายุ 16 ปี เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากมหาวิทยาลัยในฐานะทำคะแนน “ยอดเยี่ยมในทุกวิชา” ช่วงปี 2415 ครอบครัวของหลุยส์เกรงปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐ จึงอพยพกลับยุโรป ไปใช้ชีวิตในเยอรมนีที่เมืองเดรสเดน แซกโซนี ระหว่างนั้นหลุยส์เข้าไปเรียนที่แอนเนน-เรียลสชูล ซึ่งเขาทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมเช่นเคย
อยู่ยุโรปได้ 3 ปี ครอบครัวก็อพยพกลับสหรัฐ หลุยส์เข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมายของฮาร์วาร์ด เมื่ออายุได้ 18 ปี โดยทางครอบครัวไม่ต้องส่งเสีย
ช่วงที่เรียนในฮาร์วาร์ดนั้นเอง หลุยส์มีปัญหาทางสายตาอย่างมากจากการอ่านหนังสือมากมาย โดยใช้ตะเกียงที่แสงสว่างไม่พอ แพทย์ประจำมหาวิทยาลัยแนะนำให้เขาเลิกเรียน แต่หลุยส์ไม่ยอมแพ้ เขาจ้างเพื่อนนักเรียนให้อ่านตำราให้เขาฟัง และสอบได้คะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของมหาวิทยาลัย สถิตินี้ไม่มีใครทำลายได้ยาวนานถึง 8 ทศวรรษ
หลังเรียนจบ หลุยส์ศึกษาต่อด้วยตนเองที่ฮาร์วาร์ดอีก 1 ปี โดยใช้รายได้จากการติวนักศึกษากฎหมาย เมื่ออายุได้ 22 ปี เขาได้เข้าเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาแห่งมิสซูรี เข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งในเมืองเซนต์หลุยส์
หลังทำงานได้ 7 เดือน ซามูเอล วาร์เรน เพื่อนนักเรียนที่ฮาร์วาร์ดชวนเขาเข้าหุ้นตั้งสำนักงานกฎหมายในบอสตันทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน ระหว่างทำงานในสำนักงานของตัวเอง หลุยส์ได้สมัครเข้าทำงานและได้รับคัดเลือกเป็นเสมียนของโฮเรซ เกรย์ ประธานตุลาการศาลสูงสุดของมลรัฐแมสซาชูเซตส์ เขาได้รับการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาแห่งมลรัฐแมสซาชูเซตส์โดยไม่ต้องสอบ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยน่าจะเป็นผลจากคะแนนสูงสุดสมัยเรียนที่ฮาร์วาร์ด และคำรับรองของโฮเรซ เกรย์
ก่อนรับทำคดีให้ลูกค้า หลุยส์ตั้งเงื่อนไข 2 ข้อ คือ 1.เขาต้องติดต่อโดยตรงกับผู้ได้รับมอบหมาย โดยไม่ผ่านคนกลาง 2.เขาต้องได้รับอนุญาตให้เสนอคำแนะนำในทุกแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับคดี เขาถือว่าเขาคือ “ที่ปรึกษากฎหมาย” (Counsel at law) มากกว่าเป็นเพียงทนายสู้คดีเท่านั้น ทุกคดีที่เขารับทำ เขาจะศึกษาและเตรียมการอย่างรอบคอบ ให้คำแนะนำล่วงหน้าแก่ลูกความแต่เนิ่นๆ ไม่รอให้เกิดวิกฤต เขาจะให้คำแนะนำที่ลูกความ “ควรได้รับ” มิใช่ที่ลูกความ “อยากได้”
หลุยส์จึงไม่เหมือนนักกฎหมายคนอื่น เมื่อเจอลูกความไม่ดีเขาจะขอให้แก้ไข ถ้าไม่สำเร็จเขาจะขอถอนตัว เขายึดถือความถูกต้องเป็นหลัก เขาบอกลูกค้าเสมอว่า เขาจะทำคดีอย่างยุติธรรมต่อทุกคน
สำนักงานกฎหมายของหลุยส์กับวาร์เรนยังคงเปิดทำการสืบมาจนปัจจุบัน วาร์เรนถอนตัวไปก่อนเพราะต้องไปสืบทอดกิจการของครอบครัว หลุยส์ได้เพื่อนร่วมงานใหม่ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานนัตเตอร์ แมคเคลนเนน และฟิช
หลุยส์ยังคงทำงานวิชาการด้านกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2433 เขาตีพิมพ์บทความชิ้นสำคัญในวารสารปริทัศน์กฎหมายของฮาร์วาร์ด (Harvard Law Review) ชื่อ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” (The Right to Privacy) ช่วงปี 2431-2433 ทั้งคู่ตีพิมพ์บทความวิชาการ 3 ชิ้น ชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ 3 ซึ่ง รอสโค เพานด์ (Roscoe Pound) ปราชญ์ทางกฎหมาย ถือว่าเป็นบทความสำคัญถึงระดับ “ไม่น้อยกว่าการเพิ่มบทหนึ่งในกฎหมายของเรา” (nothing less than adding a chapter to our law)
บทความนี้อภิปรายถึงการถ่ายภาพด้วยเทคนิคใหม่ในสมัยนั้น (Snapshot photography) ซึ่งทำให้หนังสือพิมพ์สามารถตีพิมพ์ภาพผู้คนเผยแพร่โดยไม่มีการขอความยินยอม เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้คน และเป็นการทำให้ “มาตรฐานทางศีลธรรมในสังคม” เสื่อมลง การซุบซิบนินทาไม่ใช่เรื่องของความเกียจคร้านหรือเป็นความชั่วร้ายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินค้าเพื่อสนองความอยากรู้ของผู้คน บทความเสนอว่า “ความยุ่งยากและซับซ้อนของชีวิต ท่ามกลางอารยธรรมที่ก้าวหน้าขึ้น จำเป็นที่ผู้คนจะต้องมีโอกาสหลบเร้นจากโลก ผู้คนที่ถูกกล่อมเกลาด้วยวัฒนธรรม ย่อมรู้สึกหวั่นไหวต่อสาธารณะมากขึ้น ปัจเจกชนจึงจำเป็นต้องมีโอกาสอยู่อย่างโดดเดี่ยวและมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ธุรกิจและสิ่งประดิษฐ์ในโลกสมัยใหม่ได้รุกล้ำเข้าไปในโลกส่วนตัวของผู้คน ทำให้เขาต้องเจ็บปวดและเกิดทุกข์ทางใจ ซึ่งร้ายแรงกว่าการเจ็บปวดทางร่างกาย”
บทความทางวิชาการชิ้นนี้ส่งผลอย่างกว้างขวางต่อวงการกฎหมายในสหรัฐ ในปี 2448 ศาลสูงสุดของมลรัฐจอร์เจียตัดสินคดีเกี่ยวกับการถ่ายภาพโดยคำนึงถึง “สิทธิความเป็นส่วนตัว” ถึงปี 2452 หลายมลรัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย เวอร์จิเนีย และยูทาห์ ต่างออกกฎหมายรับรองสิทธิความเป็นส่วนตัว แบรนไดส์เอง เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลสูงสุด ก็ได้ใช้หลักการตามที่เสนอในบทความนี้ในการตัดสินคดีในเวลาต่อมา







