
CSR 3 การไฟฟ้า
กระทรวงพลังงานได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
กระทรวงพลังงานได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ในโครงการความร่วมมือด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 89 พรรษา ในปี พ.ศ. 2559
เป้าหมายสำคัญของการร่วมมือดังกล่าว เพื่อคัดเลือก 89 โรงเรียนทั่วประเทศเข้าอบรมความรู้ด้านพลังงาน มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้กลุ่มเยาวชนสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์พลังงานสู่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในระยะยาว เนื่องจากพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการทำความเข้าใจ รวมถึงการปลูกฝังให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนากิจกรรมด้าน CSR แบบบูรณาการร่วมกันของทั้ง 3 การไฟฟ้า จะเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือร่วมใจขององค์กรด้านพลังงานไฟฟ้าในการดำเนินงาน จากเดิมที่แต่ละการไฟฟ้าจะแยกกันดำเนินกิจกรรม แต่ปีนี้ได้มีการร่วมมือ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีของคนในวงการพลังงานไฟฟ้าในการปลุกจิตสำนึกการประหยัดพลังงานให้แก่เยาวชน และสร้างเยาวชนให้เป็นวิทยากรตัวคูณของภาคพลังงานไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
นอกจากนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่าและปลอดภัย ทั้งนี้กระทรวงพลังงานพร้อมที่จะขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และประชาชนต่อไป
สำหรับรูปแบบกิจกรรมความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ การจัดสื่อการเรียนการสอน โดยจะมีการจัดทำแบบคู่มือและวีดิทัศน์ พร้อมทั้งคัดเลือกโรงเรียนจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 89 โรงเรียน เพื่อจัดค่ายให้ความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนมอบทุนการศึกษา และจัดประกวดผลงานอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อสร้างตัวแทนเยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและครูเป็นเครือข่ายด้านการอนุรักษ์พลังงานขยายผลไปยังครอบครัว โรงเรียน และชุมชนต่อไป โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการปี 2558-2560 งบประมาณรวม 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ เยาวชนจะมีความรู้ ความเข้าใจในระบบพลังงานไฟฟ้า ตั้งแต่การจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งเชื้อเพลิง การผลิต จนถึงการจ่ายไฟฟ้าตามที่อยู่อาศัย ประชาชนเกิดความตระหนักและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้ไฟฟ้า ก่อให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่า และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่แก่เพื่อน ครอบครัว ครู อาจารย์ ให้เข้าใจในสิ่งเดียวกัน และเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าไปในทิศทางเดียวกัน
อีกทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ในการลดใช้พลังงานภาคครัวเรือนต่อไป และในภาพรวมยังช่วยประเทศชาติลดการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระด้านพลังงาน เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่าแล้ว ประชาชนยังช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก







