
นายกฯเผยภาพรวมเยือนเกาหลีดึงลงทุนไทย
นายกฯเผยภาพรวมเยือนเกาหลีพร้อมเดินหน้าความร่วมมือหลายด้าน พร้อมดึงนักธุรกิจลงทุนในไทย เน้นเทคโนโลยี-พลังงานทดแทน-เกษตร
นายกฯเผยภาพรวมเยือนเกาหลีพร้อมเดินหน้าความร่วมมือหลายด้าน พร้อมดึงนักธุรกิจลงทุนในไทย เน้นเทคโนโลยี-พลังงานทดแทน-เกษตร
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมการเดินทางเยือนประเทศเกาหลีใต้เพื่อร่วมประชุม สุดยอดภาคธุรกิจอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี และ การประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ว่า ได้เน้นย้ำนโยบายของรัฐบาลไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและการส่งเสริมการลงทุนกับต่างประเทศ โดยได้เชิญชวนนักธุรกิจเกาหลีใต้ในสาขาที่มีความโดดเด่นและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พลังงานทดแทน และการเกษตร โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการกำจัดขยะและการสร้างพลังงานจากขยะเพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจสีเขียว
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญอันดับต้นกับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยรัฐบาลไทยและภาคเอกชนของเกาหลีใต้สามารถใช้ประโยชน์จากความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนใน 5 จังหวัดชายแดนเพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและเตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่ความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งภาคเอกชนของเกาหลีใต้ก็สามารถมีส่วนร่วมกับการพัฒนาเหล่านี้ได้
ทั้งนี้ ไทย และ เกาหลีใต้ สามารถเป็นหุ้นส่วนเพื่อผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค โดยสาขาการพัฒนาที่มีความสำคัญอันดับต้นนั้น ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังควรสนับสนุนให้สภาธุรกิจอาเซียน – เกาหลีใต้ และศูนย์อาเซียน – เกาหลี มีบทบาทมากขึ้นในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้พบหารือทวิภาคกับนางสาวปัก กึน ฮเย ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันในหลายประเด็น อาทิ การค้าการลงทุน โดยฝ่ายเกาหลีใต้ ได้ขอให้ไทยพิจารณาภาคเอกชนของเกาหลีใต้ที่เสนอเข้าไปลงทุนในสาขาต่าง ๆ ในประเทศไทย ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ขอให้เกาหลีใต้ดูแลการนำเข้าสินค้าไทยที่ยังติดอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ผลไม้ ซึ่งไทยได้ขอให้เพิ่มโควต้าการนำเข้า จากปัจจุบันที่นำเข้าได้ 7 ชนิด และไก่สดแช่แข็งของไทย ซึ่งปลอดโรคไข้หวัดนกมา 5 ปี แล้ว โดยหลายประเทศที่มีมาตรฐานสุขอนามัยสูงได้ยกเลิกมาตรห้ามดังกล่าวนานแล้ว
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องว่า ควรใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมาธิการร่วม (JC) มาเร่งขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายให้เห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรี ยังได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ซึ่งทรงมีความเข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทยและสนับสนุนประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้มาโดยตลอด โดยได้ใช้โอกาสนี้ แสดงความซาบซึ่งที่ได้ทรงมอบทุนการศึกษาของรัฐบาลบรูไนให้กับเยาวชนของไทยในจังหวัดชายแดนใต้ โดยทางบรูไน แจ้งว่า ต้องการความร่วมมือจากไทยในการพัฒนาด้านการเกษตรและอาหาร ซึ่งไทยยินดีร่วมมือกับบรูไนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การเกษตร ประมง และพลังงาน







