
เครดิตไทยเข็นไม่ขึ้น
สถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกเริ่มทยอยเดินทางเข้าเก็บข้อมูลเศรษฐกิจไทย เพื่อพิจารณาทบทวนเครดิตของไทยครั้งใหม่ ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป
สถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกเริ่มทยอยเดินทางเข้าเก็บข้อมูลเศรษฐกิจไทย เพื่อพิจารณาทบทวนเครดิตของไทยครั้งใหม่ ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป
เมื่อเดือนที่ผ่านมา สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ได้เดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในเมืองไทยเป็นเจ้าแรก หลังจากนี้ก็จะถึงคิวมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (มูดี้ส์) รวมถึง บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ก็เข้ามาเก็บข้อมูลของไทยต่อไป
ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับทั้ง 3 แห่ง ให้เครดิตประเทศไทยล่าสุดอยู่ที่ระดับประเทศน่าลงทุน หรือ BBB+ โดยให้มุมมองอยู่ที่ระดับมีเสถียรภาพ แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีปัญหาการเมืองกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ยังไม่เคยปรับมุมมองของไทยเป็นลบ เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่ง
แม้ว่าจะมีสถาบันจัดอันดับบางแห่งขู่จะปรับมุมมองเครดิตของไทยเป็นลบ เพื่อนำไปสู่การปรับลดเครดิตของไทย เพราะการดำเนินนโยบายประชานิยมโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งสร้างภาระการคลังและสร้างความเสียหายให้กับประเทศหลายแสนล้านบาท แต่เครดิตของไทยก็รอดพ้นจากการถูกปรับลดมาได้
หรือแม้แต่ช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาคุมการบริหารประเทศ และมีการตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศ ก็มีหลายฝ่ายกังวลว่าเครดิตของไทยถูกลด แต่รัฐบาลได้ส่ง สมหมาย ภาษี รมว.คลัง เดินสายพบผู้บริหารระดับสูงของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง เพื่อชี้แจงข้อมูลด้านเศรษฐกิจว่าการลงทุนต่างยังเดินหน้าเหมือนเดิม และจะมีการปรับปรุงให้นักลงทุนเข้ามาเพิ่ม
มากขึ้น จะมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตยังคงเครดิตของไทยไว้ระดับเดิม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองที่ผ่านมาไม่ได้กระทบทำให้เครดิตของไทยถูกลด แต่ก็เป็นอุปสรรคทำให้เครดิตของไทยไม่ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน สำหรับการเข้ามาเก็บข้อมูลของเอสแอนด์พี แม้ว่าปัญหาการเมืองของไทยจะสงบลงชั่วคราว แต่การที่ประเทศยังปกครองโดยรัฐบาลที่ยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การจะปรับขึ้นเครดิตของไทยในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องยาก
ขณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจ ทางเอสแอนด์พียังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยังเดินหน้าได้ช้า โครงการที่มีการเซ็นสัญญาก่อสร้างจริงยังมีน้อย และการเบิกจ่ายการลงทุนของไทยก็ยังได้น้อย ทำให้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบที่ทำให้เครดิตของไทยยังไม่มีโอกาสปรับขึ้น
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เอสแอนด์พียังไม่ปรับเครดิตขึ้นให้ไทย เพราะต้องรอความชัดเจนทางการเมืองให้มีมากกว่านี้ รวมถึงติดตามดูเศรษฐกิจให้แน่ใจว่ามีการฟื้นตัวได้จริง อย่างไรก็ตาม การที่เครดิตไทยจะถูกลดลงก็เป็นได้ยากเช่นกัน เพราะในประเทศที่ได้จัดอันดับเครดิต BBB+ ประเทศไทยถือว่ามีพื้นฐานทางเศรษฐกิจดีที่สุด
จากเหตุผลดังกล่าวทำให้มองเห็นภาพว่า การพิจารณาอันดับเครดิตของไทยของสถาบันจัดอันดับที่เหลืออีก 2 แห่ง ทั้ง มูดี้ส์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ก็น่าจะพิจารณาเครดิตไทยไปในแนวทางเดียวกับเอสแอนด์พี
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้ม ทำให้เครดิตของไทยจะได้ปรับขึ้นก็คงต้องรอถึงปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 เพราะเป็นช่วงที่ทั้งการเมือง และเศรษฐกิจจะมีความชัดเจนว่าออกมาเป็นอย่างไร
ในแง่ของการเมือง หากเป็นไปตามโรดแมปปฏิรูปทางการเมือง ในช่วงปลายปี 2558 น่าจะมีความชัดเจนในการเลือกตั้งใหม่ และน่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ในช่วงต้นปี 2559 ทำให้สถาบันจัดอันดับมองว่าการเมืองไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นเครดิตให้ไทยอีกต่อไป
ในด้านเศรษฐกิจ หากเป็นไปตามที่รัฐบาลประมาณการไว้ เศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง 3.5-4.5% ต่อปี ก็น่าจะเพียงพอทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมองว่าเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวและปรับเครดิตให้กับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจจะไม่เป็นไปตามโรดแมปก็มีอยู่สูง และอาจเป็นปัจจัยลบทำให้เครดิตของไทยยังต้องนิ่งอยู่ในระดับเดิมต่อไป ด้านการเมือง หากการเลือกตั้งล่าช้าออกไปมาก การได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกลากออกไปนานกว่าต้นปี 2559 ก็จะทำให้การเมืองของไทยกลายเป็นปัจจัยลบกับการพิจารณาปรับเครดิตของไทย
สำหรับด้านเศรษฐกิจที่มีการคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ก็ยังไม่มีความแน่นอนสูง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ การลงทุนของไทยยังไม่ฟื้น การบริโภคยังซบเซา และการเบิกจ่ายงบลงทุนยังเดินหน้าได้ช้า จะทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้
นอกจากนี้ ด้านการคลังของประเทศก็ยังมีปัญหา แม้ว่าจะไม่มีการทำโครงการประชานิยม สร้างภาระให้การคลังจำนวนมาก แต่การขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาถึง 6 แสนล้านบาท ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจน
ขณะเดียวกัน การทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลให้ได้ภายในปี 2560 ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก เมื่อสมหมายออกมาระบุว่า จะทำงบประมาณขาดดุลในระดับที่สูงอีกอย่างน้อย 2 ปี เพื่อนำเงินไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาสังคมด้านการสาธารณสุข และการศึกษา รวมถึงการใช้หนี้มากขึ้น ทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา ทำให้หนี้สาธารณะของไทยที่อยู่ระดับ 46% ของจีดีพีสูงเกิน 50% ของจีดีพี ทำให้ประเทศไทยมีปัญหาชำระหนี้ได้ เพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเริ่มมีปัญหาเสถียรภาพ จากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น จากการเร่งใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมา หนี้นอกระบบมีจำนวนมาก ทำให้ประชาชนรายได้น้อยมีปัญหาชำระหนี้ ส่งผลทำให้หนี้เสียของภาคสถาบันการเงินสูงขึ้น ถึงวันนี้ปัญหายังไม่รุนแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่แก้ไขก็จะเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยาก ส่งผลให้เครดิตของไทยปรับเพิ่มขึ้นไม่ได้ ก็อาจจะถูกปรับลดเหมือนที่ขู่มา
ในอดีต
สถานการณ์ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความไม่แน่นอนสูง มีความเสี่ยงที่การแก้ปัญหาการเมืองจะไม่เป็นไปตามโรดแมป การปฏิรูปเศรษฐกิจไม่ได้เกิดผลดีอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญของการปรับเพิ่มเครดิตไทย ถึงแม้ว่าไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ประมาทนิ่งนอนใจไม่ได้ว่าจะไม่ถูกลด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวนรุนแรงรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา







