
ปิดทางเลือกนายกฯตรง
หลังมีการโยนหินหยั่งกระแสสังคม สุดท้ายข้อเสนอให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง คงจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ด้วยข้อจำกัดที่ไม่สอดรับกับบริบทสังคมไทย รวมทั้งยังติดขัดในปมประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่
หลังมีการโยนหินหยั่งกระแสสังคม สุดท้ายข้อเสนอให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง คงจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ด้วยข้อจำกัดที่ไม่สอดรับกับบริบทสังคมไทย รวมทั้งยังติดขัดในปมประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่
แนวคิดนี้มีหลายฝ่ายเคยจุดประเด็นนี้ขึ้นมาในโอกาสระดมสมองหาแนวทางการปฏิรูป เพราะการเปิดให้เลือกตั้งนายกฯ ตรงนั้น มีข้อดีตรงที่เพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจได้เต็มที่ ไม่ต้องอิงแอบอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างที่ผ่านมา จนทำให้งานหลายเรื่องติดขัด ล่าช้า
ปัญหานี้ถือเป็นจุดอ่อนของฝ่ายบริหารที่ถูกมองว่าอ่อนแอเกินไป แถมยังเปิดช่องทำให้ถูกฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาครอบงำ แทรกแซง จนอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ถูกดึงไปจากมือนายกฯ
ข้อดีอีกประการของการเลือกตั้งนายกฯ ตรงคือเป็นการแยกอำนาจบริหารกับนิติบัญญัติออกจากกัน
แนวคิดนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อเสนอของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่่่ส่งข้อเสนอไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณา ควบคู่ไปกับรูปแบบที่มาของ สส. ที่มาจากสองช่องทาง คือ เลือกตั้งระบบเขตผู้สมัครไม่ต้องสังกัดพรรค และเลือกตั้งมาจากแต่ละสาขาอาชีพ
แถมยังมีแนวร่วมอย่าง เสรี สุวรรณภานนท์ อดีตมือร่างรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันนั่งเป็นประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. ที่หนุนเลือกนายกฯ ตรง และใช้ระบบลงคะแนนที่ไม่เป็นวันเดียวกันกับการลงคะแนนเลือก สส.
ด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง จากเดิมที่พบการซื้อเสียงของกลุ่มหัวคะแนนจะเลือกซื้อเสียงในลักษณะเลือก สส.เขตพ่วงไปกับ สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้การใช้เงินทุจริตเลือกตั้งทำได้อย่างกว้างขวาง
การแก้ลำด้วยการกำหนดให้เลือกนายกฯ และ สส.คนละวัน จึงเป็นผลให้ผู้ที่ต้องการซื้อเสียงคิดหนักมากขึ้น เนื่องจากต้องใช้เงินทุนสูง และโอกาสการเข้ามามีอำนาจเพื่อถอนทุนคืนนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น
ทว่า สัญญาณชัดเจนที่จะทำให้แนวคิดนี้เป็นหมัน คือ “เสียงค้าน” จาก บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่าการเลือกตั้งนายกฯ ตรงจะเป็นการซ้ำเติมปัญหา “รัฐบาล
เข้มแข็งมากเกินไป” เพราะ “ฝ่ายบริหาร” จะเข้มแข็งกว่าฝ่าย “นิติบัญญัติ”
อีกทั้งในการพบปะกับ ซีมอน โรเด็ด เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย บวรศักดิ์ ได้สอบถามถึงประเด็นการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ในฐานะที่ประเทศอิสราเอลเคยใช้ และได้มีการยกเลิกไปแล้วด้วยเหตุผลเพราะระบบการทำงานที่ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งมากเกินไป
คล้ายกับเสียงสะท้อนจากประชาธิปัตย์ที่ค้านเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เพราะเห็นว่าการ “ตรวจสอบ” หรือ “ถอดถอน” นายกรัฐมนตรีตามกลไกรัฐสภาเดิมจะทำได้ยาก เมื่อนายกฯ มาจากการเลือกตั้งทางตรง การถอดถอนย่อมต้องใช้เสียงจากประชาชนโดยตรง
ไม่ต้องพูดถึงกลไกการตรวจสอบรัฐบาลอย่าง “องค์กรอิสระ” ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา
หากมองไปไกลกว่านั้น หากวันหนึ่งเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ กลไกการตัดสินชี้ขาดจะเป็นอย่างไร เมื่อนายกฯ มาจากฉันทานุมัติของประชาชนทั้งประเทศ
ที่สำคัญ ประเด็นที่ห่วงกันมาก คือ หากปรับไปใช้ระบบเลือกตั้งนายกฯ ตรง อาจเป็นช่องทางนำไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดี ไม่ใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ยิ่งหากจะไปเทียบเคียงกับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาด้วยแล้ว เสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายยังเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีนั้นยังห่างไกลกับนายกฯ เมืองไทยที่กุมอำนาจส่วนกลางอยู่ทุกเรื่องต่างจากกลไกการกระจายอำนาจของสหรัฐที่ปล่อยให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตัวเอง
ล่าสุด เสียงตอบรับจาก 23 พรรคการเมืองที่ีส่งข้อมูลมายัง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กมธ. ประสานเพื่อรับความคิดเห็น สปช.หนุนเลือกนายกรัฐมนตรีผ่านระบบสภาผู้แทนราษฎร
เหตุผลต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้แนวคิดเรื่องเลือกตั้งนายกฯ ตรงยากจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในอนาคต







