
ฟันธงฟุตบอลโลก 2010สไตล์นักการเมืองไทย
สถานการณ์ทางการเมืองจะเครียดแค่ไหน หรือ แผนปรองดองของรัฐบาลจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ต้องหลีกทางให้กับกระแสฟุตบอลโลก2010
สถานการณ์ทางการเมืองจะเครียดแค่ไหน หรือ แผนปรองดองของรัฐบาลจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ต้องหลีกทางให้กับกระแสฟุตบอลโลก2010
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย และ ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
สถานการณ์ทางการเมืองจะเครียดแค่ไหน หรือ แผนปรองดองของรัฐบาลจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ต้องหลีกทางให้กับกระแส"ฟุตบอลโลก2010"ในเวลานี้ เพราะเชื่อว่าตอนนี้คนไทยทั้งประเทศคนใจจดใจจ่อกับเทศกาลฟุตบอลที่ 4 ปีมีเพียงครั้งเดียวซึ่งจะเริ่มบรรเลงเพลงแข้งในวันที่ 11 มิ.ย.อย่างแน่นอนแม้ว่าทีมชาติไทยของเราจะไม่ได้มีโอกาสไปโชว์แม่ไม้บอลไทยให้ชาวโลกเห็นก็ตาม
ไม่เว้นแม้แต่นักการเมืองของบ้านเราก็ให้ความสนใจกับมหกรรมฟุตบอลครั้งนี้เหมือนกันเริ่มที่ ทีมในดวงใจของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเปิดเผยจาก สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯว่า ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ปีนี้ไม่ได้เชียร์อังกฤษ์แม้ว่าจะมีความผูกพันจากการใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษมานานหลายปี แต่ปีนี้ตามติดทีมชาติอาร์เจนตินา ส่วนคนติดตามทีมชาติอังกฤษอย่างจริงจังต้องยกให้กับ "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" ที่ปรึกษานายกฯ
ขณะที่ส่วนตัวรมต.สาทิตย์ บอกเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า การแข่งขันครั้งนี้จะส่งใจเชียร์ทีมชาติบราซิล และ อยากให้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับทีมชาติสเปน
“มั่นใจ 100 % ต้องผ่านเข้ารอบและอยากให้ชิงชนะเลิศ กับทีมชาติสเปน เพราะสไตล์บอลไม่หนีกันเท่าไหร่ ผมชื่นชอบทีมบราซิลตั้งแต่เด็กแล้ว ทีมบราซิลเล่น บอลได้ประทับใจทุกนัด ยกเว้นแมทซ์แพ้ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามสไตล์บราซิลดูแล้วไม่เบื่อ ไม่เหมือนบอลยุโรปที่มีสไตล์ทื่อๆแข็งๆ แต่รูปแบบบราซิลสร้างสรรค์ ชนิดไม่อาจคาดเดาได้” รมต.สาทิตย์บรรยาย
มากันอีกคนที่ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมรสรฟุตบอลบุรีรัมย์พีอีเอ "ปราสาทสายฟ้า" ทีมอันดับ 3 บนตารางฟุตบอลไทยแลนด์ลีกตอนนี้ ซึ่งถูกจัดให้เป็นนักการเมืองที่บ้าบอลที่สุดในตอนนี้ แบบว่าถ้าบรรดานักข่าวเข้าไปคุยเรื่องการเมืองตอนนี้เจ้าตัวขอโบกมือบาย แต่นั่งจ้อเรื่องบอลเมื่อไหรต้องบอกว่าเข้าทางเพราะจะมานั่งวิเคราะห์ให้ฟังว่าทีมไหนมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรแบบน้ำไหลไฟดับ
โดย "บิ๊กเน" มั่นใจว่ารอบรองชนะเลิศ 4 ทีมสุดท้ายต้องมีทีมชาติ "สเปน" แชมป์ยุโรปทีมล่าสุดอย่างแน่นอน เพราะมีขุมกำลังที่เพียบพร้อมที่สุดในตอนนี้ตั้งแต่กองหลังถึงกองหน้า โดยเฉพาะนักเตะอย่าง Andres Iniesta , Xavi Hernandez และ David Villa 3 กำลังสำคัญจากทีมบาร์เซโลน่า
ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทยลูกชายสุดเลิฟของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ซึ่งตอนนี้มีไปปฎิบัติภารกิจส่วนตัวที่ประเทศอังกฤษ ประกาศชัดเจนว่า “ผมเชียร์ทีมอังกฤษครับ”
เอาล่ะสิงานนี้ 2 บิ๊กเนมแห่งภูมิใจไทยเริ่มไม่ลงรอยกันแล้วเพราะ "บิ๊กเน" เชียร์สเปน แต่ "บิ๊กหนู" เชียร์ อังกฤษ สรุปผลสุดท้ายใครจะสมหวังก็ต้องรอดู แต่ที่แน่ๆในเรื่องการเมืองสองผู้ยิ่งใหญ่นี้ยังเหนียวแน่นปึ้กเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนรัฐมนตรีใหม่ถอดด้ามอย่าง องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.สำนักนายกฯ ซึ่งก็ติดตามชมฟุตบอลไม่แพ้กัน แต่ส่วนตัวเป็นแฟนทีมเชลซี เลยตามเชียร์นักเตะของเชลซีในนามทีมชาติของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นทีมอังกฤษ ฝรั่งเศส การ์นา ไอเวอร์รี่โคสต์ และที่ชอบเชียร์บอลรองเพราะจะได้รับชมแบบมีอรรถรส
ด้าน เสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ช่วงนี้ดูจะเก็บเนื้อเก็บตัวเป็นพิเศษ แต่แอบได้ยินจากบรรดาลูกๆของป๋าเหนาะบอกมาว่า “ปีนี้ป๋าแกตามติดอาร์เจนตินา เพราะชอบเมสซีและคิดว่าน่าจะมีสิทธิ์คว้าแชมป์โลกได้”
ปิดท้ายที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับวงการกีฬ่าโดยตรงอย่าง ชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ออกตัวว่า ความจริงไม่ได้ติดตามทีมชาติใดเป็นพิเศษแต่ที่ผ่านมาได้มีโอกาสดูงานด้านกีฬาหลายประเทศ เชื่อว่าทีมที่น่าจะมีโอกาสดีที่สุดต้องยกให้กับทีมชาติสเปนเพราะปีนี้ถือว่าทีมของเขาเตรียมตัวมาดีรวมไปถึงการวางระบบและรูปแบการเล่นต่างๆ
ส่วนทีมชาติอังกฤษส่วนตัวคิดว่าแม้จะมีหลายคนมองว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีหลังจากคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี ค.ศ.1966 แต่เชื่อว่าก็ยังยากอยู่
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นฟุตบอลทีมชาติไทยมีโอกาสไปแสดงเพลงเตะในเวทีระดับโลก รมต.ชุมพล ยอมรับว่า ยังอีกห่างไกลโดยเรื่องนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งตอนนี้รัฐบาลเองก็นโยบายกีฬาแห่งชาติเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาทั้งหมดโดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะช่วยสามารถผลิตนักกีฬาไทยเข้ามาสู่วงการกีฬาโลกได้
“อยากให้เห็นภูมิภาคอาเซียนมีความร่วมมือกันในการเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลกอย่างโอลิมปิคหรือฟุตบอลโลกเหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยทำได้มาแล้วเมื่อตอนจัดแข่งขันฟุตบอลโลก 2002” รมต.ชุมพลทิ้งท้าย
ใครจะเชียร์ก็ขอให้เต็มที่แต่ต้องปลอดการพนันเป็นพอ และต้องไม่ลืมว่า “บอลนอกแค่สะใจแต่บอลไทยอยู่ในสายเลือด” ด้วยก็แล้วกัน







