
ล้างส่วยงานหินผบ.ตร.
คำสั่งที่หนักแน่นจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
คำสั่งที่หนักแน่นจาก “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้จับกุมตำรวจนอกรีตระดับสูงอย่าง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ุ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในข้อหาแอบอ้างเบื้องสูงหาผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างมิชอบ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ก่อนจะลากยาวไปถึงเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่ตำรวจตามตะครุบอีกรวม 17 คน และผลแห่งเหตุที่สร้างความสั่นสะเทือนในวงการสีกากีครั้งนี้ ก็เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการตำรวจไทยที่กล้าจับกุมกันเอง เพราะแต่เดิมหลายครั้งที่พบจะเป็นการวิ่งเต้นช่วยเหลือพวกพ้องให้หนักเป็นเบา หรือให้พ้นความผิดไปเลยก็มี
ดังนั้น การใส่กุญแจมือ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 31 รุ่นเดียวกันกับ พล.ต.อ. สมยศ ผู้ออกคำสั่ง ก็คงจะสุดทนกับพฤติกรรมนอกลู่นอกทางของอดีต ผบช.ก. แม้จะเป็นเพื่อนกันแต่สุดท้ายเมื่อผิดจนเกินอภัย คนอย่างบิ๊กอ๊อดก็ใจกล้าพอที่จะเชือดเพื่อนตัวเอง โดยถึงกับออกปากให้สื่อมวลชนได้รับทราบว่า “ใหญ่แค่ไหนก็จะจับ”
แน่นอนว่าสิ่งที่ พล.ต.อ.สมยศ ทำลงไปได้สร้างความชื่นชมจากสังคมอย่างแพร่หลาย ที่สามารถลากไส้ตำรวจทุจริตกอบโกยเงินสินบนทุกอย่างออกมาให้สาธารณชนได้เห็นกัน หนำซ้ำตำรวจที่ถูกจับก็เป็นระดับใหญ่ที่ใครก็รู้ดีว่าคับฟ้าขนาดไหน เพราะอยู่ในตำแหน่งเดิมมาตลอด
5 ปี ไม่มีใครกล้าย้ายแม้จะเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วก็ตาม
การเชือด พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ให้หลุดออกจากตำแหน่งพร้อมถอดยศ ริบทรัพย์สิน ส่งตัวดำเนินคดี เป็นการตอกย้ำว่าตำรวจยุคใหม่ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สมยศ ที่ประกาศกร้าวต้องการเปลี่ยนแปลงตำรวจให้เข้ารูปเข้ารอย ก็คลับคล้ายว่าจะสัมฤทธิผลเป็นจริงขึ้นมาได้ หากแต่การกระทำครั้งนี้ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง แต่เป็นการต่อยอดล้างบางตำรวจนอกรีตที่มีอยู่ในทุกสังคมของเมืองไทย
ฝันของประชาชนที่ต้องการเห็นตำรวจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ทุจริตคอร์รัปชั่น ก็คงจะเกิดขึ้นได้จริง
กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ พล.ต.อ.สมยศ ตั้งเป้าหมายไว้ดูเหมือนจะยากเย็นพอดู แม้ประชาชนจะเห็นดีงามด้วยให้บิ๊กตำรวจผู้นี้จัดการวงการสีกากีเสียใหม่ แต่ระยะเวลาที่ พล.ต.อ.สมยศ ดำรงตำแหน่งก่อนจะเกษียณราชการไปเหลืออยู่ไม่ถึง 1 ปี งานหนักที่จะล้างบางก็คงเกิดขึ้นได้ แต่อาจไม่ทั่วถึงนัก
เพราะคดีนี้แน่นอนว่าต้องกินระยะเวลาการทำงานของ พล.ต.อ.สมยศ ไปมากพอดู ยิ่งหากสืบก็จะยิ่งค้นพบถึงเครือข่ายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เคยกุมบังเหียนเอาไว้ตลอดระยะเวลา 5 ปี บวกกับความคาดหวังจากสังคมที่ต้องการเห็นเช่นกันว่า เมื่อไหร่ พล.ต.อ.สมยศ จะขยับไปแวะเวียนตรวจสอบกองบัญชาการตำรวจหน่วยอื่นๆ บ้าง
เพราะมูลค่าส่วยมหาศาลคงไม่กระจุกตัวอยู่แค่ภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพียงอย่างเดียวแน่ ยิ่งการดำเนินธุรกิจทุกอย่างที่มีตำรวจก้าวเท้าเข้าไปเกี่ยวข้อง เม็ดเงินที่จะต้องจ่ายให้สีกากีเพื่ออำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ที่ต้องการ ก็ต้องมีแจกจ่ายกันอย่างปกติ และอยู่ที่ พล.ต.อ.สมยศ เท่านั้น ที่จะตัดสินใจลงดาบแวะเวียนไปตรวจสอบหน่วยงานไหน เพื่อล้างบางส่วยวงการตำรวจดังที่เจ้าตัวปรารถนา
สำคัญที่ว่า พล.ต.อ.สมยศ จะใช้โอกาสนี้ที่ทำคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ สานต่อเนื่องล้างบางการทุจริตในวงตำรวจหรือไม่ และหากลงมือจริงต้องสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ
ยิ่งหากทำได้สำเร็จ พล.ต.อ.สมยศ จะกลายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต และถูกจารึกชื่อในคราบของ ผบ.ตร.ที่ไว้ใจได้ เป็นผลงานที่ประชาชนสามารถจับต้อง รวมถึงกล้าพอที่จะทุบหม้อข้าวของตำรวจในบังคับบัญชาหลายแสนคน เพื่อตีกรอบให้ตำรวจเป็นตำรวจที่อยู่ในกรอบอย่างแท้จริง
แต่หากไม่สำเร็จด้วยเงื่อนต่างๆ กระนั้นการปฏิบัติการครั้งนี้ก็จะเป็นการวางมาตรฐานชิ้นเอกของ พล.ต.อ. สมยศ เป็นบรรทัดฐานการทำงานเพื่อปฏิรูปตำรวจดังที่หลายภาคส่วนต้องการสำหรับ ผบ.ตร.คนถัดมา น่าสนใจว่าใครที่มารับไม้ต่อเป็น ผบ.ตร.คนต่อไปอาจจะต้องหนักใจพอสมควร ด้วยว่าหากทำไม่ได้ถึงครึ่งที่ พล.ต.อ.สมยศ ได้ลงมือเอาไว้ เสียงจากประชาชนจะเป็นตัววัดผลงาน







