posttoday
บทบาทตลาดทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 1)

บทบาทตลาดทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 1)

28 พฤศจิกายน 2557

ในวันนี้ หลายคนถามว่า ตลาดทุนคืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับเศรษฐกิจประเทศ ผมขอชี้แจงว่า ในอดีตการระดมเงินทุน (Funding) ของกิจการต่างๆ ในประเทศไทยนิยมใช้เงินทุนของกิจการหรือกู้เงินกับสถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนวัตกรรมทางการเงินของไทยได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินได้หลากหลายวิธี ได้แก่

ในวันนี้ หลายคนถามว่า ตลาดทุนคืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับเศรษฐกิจประเทศ ผมขอชี้แจงว่า ในอดีตการระดมเงินทุน (Funding) ของกิจการต่างๆ ในประเทศไทยนิยมใช้เงินทุนของกิจการหรือกู้เงินกับสถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนวัตกรรมทางการเงินของไทยได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินได้หลากหลายวิธี ได้แก่

1.การกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงิน ซึ่งต้นทุนในการระดมเงินทุนคืออัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระแก่สถาบันการเงิน การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเคยมีบทบาทมากสำหรับการระดมเงินทุนในอดีต แต่วิธีดังกล่าวได้ลดบทบาทลงอย่างมาก สะท้อนจากในปี 2540 ขนาดตลาดเงินให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินคิดเป็นร้อยละ 128 ของ GDP ขณะที่ปี 2556 ลดเหลือร้อยละ 102

2.การระดมทุนผ่านตลาดทุน แบ่งเป็นพันธบัตรและหุ้น เช่น (1) ออกหุ้นกู้ เป็นการระดมเงินของกิจการเองโดยจำหน่ายหุ้นกู้ของกิจการให้แก่นักลงทุนผ่านสถาบันทางการเงิน ต้นทุนในการระดมเงินทุนคืออัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระแก่นักลงทุนและค่าจัดจำหน่ายให้แก่สถาบันการเงิน ซึ่งความสำเร็จของการระดมเงินทุนขึ้นอยู่กับคุณภาพของกิจการ การระดมทุนนี้ กิจการต้องให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating agency) มาประเมินกิจการเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การระดมเงินทุนด้วยการออกหุ้นกู้เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีตลาดตราสารหนี้ หรือ Bond Electronic Exchange (BEX) ที่จัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2546 เพิ่มทางเลือกการซื้อขายหุ้นกู้ในตลาดรอง

การระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้จะเริ่มมีบทบาทสำคัญในการระดมเงินทุนมากขึ้น สะท้อนได้จากในปี 2540  ขนาดตลาดตราสารหนี้คิดเป็นร้อยละ 12 ของ GDP ขณะที่ในปี 2556 คิดเป็นร้อยละ 76 อย่างไรก็ดีการระดมทุนด้วยวิธีนี้จะได้รับความนิยมเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและต้องการระดมเงินทุนจำนวนมาก นอกจากนี้ในตลาดตราสารหนี้ของไทย ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังเป็นของภาครัฐบาล เช่น พันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินคลัง (2) การระดมเงินผ่านตลาดทุน เป็นการระดมเงินทุนผ่านตลาดรอง โดยนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ทั้งนี้วิธีการระดมเงินดังกล่าวกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหลังวิกฤตต้มยำกุ้งหลังปี 2542 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดการเงินค่อนข้างสูงประกอบกับธนาคารระมัดระวังการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจอย่างมาก และหลังจากนั้นบทบาทของการระดมเงินผ่านตลาดทุนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากในปี 2540 ขนาดตลาดทุนคิดเป็นร้อยละ 24 ของ GDP ขณะที่ในปี 2556 อยู่ที่ร้อยละ 97

นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยได้สร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนจำนวนมาก สะท้อนได้จากมูลหลักทรัพย์ค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบันเท่ากับ 12,608,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2542 ถึงร้อยละ 877 ซึ่งเราจะเห็นว่าตลาดตราสารทุนมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย จนจะกลายเป็นแนวทางหลักในการระดมเงินทุน

อย่างไรก็ดี การมีตลาดทุนแข็งแกร่งอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและการเงินไทยได้ เนื่องจากปัจจุบันเปิดเสรีให้นักลงทุนต่างประเทศสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้อย่างเสรี ประกอบกับกิจการสำคัญๆ ของไทย เช่น กิจการโทรคมนาคม หรือธนาคารพาณิชย์ได้เป็นบริษัทจดทะเบียน ดังนั้นนักลงทุนต่างประเทศสามารถถือครองหลักทรัพย์ในกิจการดังกล่าวได้ แม้ว่าในบางกิจการจะมีฎหมายกำหนดเกี่ยวกับเพดานการถือครองหุ้นของต่างชาติ เช่น กิจการธนาคารพาณิชย์ที่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 49 ของหุ้นที่ชำระแล้ว อย่างไรก็ตามด้วยนวัตกรรมทางการเงินนักลงทุนดังกล่าวสามารถบริหารจัดการให้มีผู้ถือหุ้นแทน (Nominee) ได้ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาครอบงำกิจการของไทยได้

ทั้งนี้ จากการศึกษาเรื่อง “การถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย ปี 2556” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2556 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงสุดรวม 4,670,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากปีก่อน หรือคิดเป็นร้อยละ 35.9 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด โดยนักลงทุนจากสหราชอาณาจักรสิงคโปร์ และสหรัฐ ยังคงเป็นนักลงทุนต่างประเทศที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุด 3 สัญชาติแรกต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนจากเอเชียถือครองหุ้นไทยคิดเป็นร้อยละ 30.6 ของมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในปี พ.ศ. 2556  ดังนั้นหากภาครัฐและภาคเอกชนไทยยังไม่มีมาตรการรองรับก่อนการเปิดเสรีการเงินของอาเซียนในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรี อาจก่อให้เกิดความไม่มั่นคงต่อตลาดทุน ระบบเศรษฐกิจ และสังคมไทยครับ ในบทความหน้า ผมจะมาวิเคราะห์ในรายละเอียดเรื่องความสำคัญของบทบาทของตลาดทุนไทยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมไทยนะครับ

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน