posttoday
ดิจิทัลอีโคโนมี : ก้าวให้ถึงฝั่งฝัน

ดิจิทัลอีโคโนมี : ก้าวให้ถึงฝั่งฝัน

26 พฤศจิกายน 2557

ประเทศไทยกำลังจะเป็น Digital Economy ตามคำประกาศของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หลังจากที่รัฐบาลสมัยหนึ่งเคยประกาศจะเป็น Knowledge based Economy (เศรษฐกิจฐานความรู้) มาแล้ว แต่ Knowledge based Economy ก็ไปไม่ถึงไหนคนไทยก็ยังกราบไหว้ต้นไม้บ้าง สิ่งแปลกๆ บ้างอยู่ดี Creative Economy ก็มีมาแล้ว แต่ผลงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์ก็ยังมีน้อย คราวนี้เราจะมาเป็น Digital Economy ซึ่งสำหรับผู้เขียนเห็นว่าเป็นเสี้ยวหนึ่งของ Knowledge based จึงอาจจะมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากไม่ฝันให้กว้างไกลเกินไป

ประเทศไทยกำลังจะเป็น Digital Economy ตามคำประกาศของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หลังจากที่รัฐบาลสมัยหนึ่งเคยประกาศจะเป็น Knowledge based Economy (เศรษฐกิจฐานความรู้) มาแล้ว แต่ Knowledge based Economy ก็ไปไม่ถึงไหนคนไทยก็ยังกราบไหว้ต้นไม้บ้าง สิ่งแปลกๆ บ้างอยู่ดี Creative Economy ก็มีมาแล้ว แต่ผลงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์ก็ยังมีน้อย คราวนี้เราจะมาเป็น Digital Economy ซึ่งสำหรับผู้เขียนเห็นว่าเป็นเสี้ยวหนึ่งของ Knowledge based จึงอาจจะมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากไม่ฝันให้กว้างไกลเกินไป

ที่ผู้เขียนมองว่า Digital Economy เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจฐานความรู้ เพราะเศรษฐกิจฐานความรู้มีขอบเขตกว้าง เป็นการมุ่งหวังยกระดับความรู้ให้กับเยาวชนและประชาชนไทย โดยเฉพาะทางเทคนิคและวิทยาศาสตร์ ให้สาธารณชนมีข้อมูลเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ประกอบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล มีการพัฒนาการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีการสร้างสรรค์นวัตกรรม และใช้สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เผื่อผลักดันการเจริญเติบโตของประเทศ ซึ่งหมายความว่าองคาพยพหลายๆ ส่วนของประเทศจะต้องปรับตัว หรือปฏิรูป และทำงานอย่างที่เรียกว่า Pro-active ตั้งแต่เรื่องของการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ Digital Economy เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือที่เรียกกันว่า “ไอที” เป็นพื้นฐานรองรับ เช่น เรื่องการขายบนอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า e-commerce ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการกันอยู่แล้ว และประสบความสำเร็จกันหลายราย เพียงแต่ยังไม่ถึงกับวิ่งจี๋ มีปริมาณ (Volume) มหาศาลเหมือนสาธารณรัฐเกาหลีที่จริงเรื่อง Digital Economy นี้มีการพูดถึงกันมาแล้วในบางวงการในสมัยหนึ่ง รวมไปถึงในองค์การการค้าโลก (WTO) ด้วย เพราะถือเป็นรูปแบบการค้าสมัยใหม่รูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อนาย Don apscott เขียนหนังสือออกมาในปี ค.ศ. 1996 ชื่อ The Digital Economy : Promise and Peril in the Age of Networked Intelligence ซึ่งทำให้หนังสือของเขาติดอันดับ Best Seller

นอกจากการค้าทางอินเทอร์เน็ตแล้ว Digital Economy ยังรวมไปถึงเรื่องธุรกรรมทางธุรกิจต่างๆ ที่เรียกว่า e-business ด้วย เช่น การลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ในการสั่งซื้อ การให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ รวมไปถึงการยื่นขออนุญาตส่งออก-นำเข้า หรือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ฯลฯ

หรือถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาศัย IT เป็นปัจจัยเพื่อรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียวโดยการเชื่อมโยงเครือข่าย ซึ่งสิ่งที่จำเป็นมากๆ ในการขับเคลื่อน Digital Economy นี้ก็คือ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประกอบไปด้วย

- ตัวบทกฎหมาย

เครือข่ายโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต

- Software และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

สิ่งเหล่านี้ไทยพอมีบ้าง แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน เหมือนกับมีถนนแต่รถเมล์ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก ก็วิ่งปนเปกันไปหมด ไม่มีช่องทางพิเศษให้รถที่มีความเร็วสูงวิ่งโดยเฉพาะ ในแง่กฎหมาย แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 แต่ก็มีเพียงเพื่อรองรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทเท่านั้น เช่น เรื่องข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ถือเสมือนเป็นการยื่นหนังสือ หรือหลักฐานเป็นหนังสือ พูดง่ายๆ คือนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ หน่วยงานราชการบางแห่งก็ให้ยื่นหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่การจ่ายเงินก็ยังไม่สามารถรูดบัตรเครดิตได้ ต้องไปจ่ายที่ธนาคารแล้วนำเลขที่ที่ได้มาลงไว้ในอิเล็กทรอนิกส์อีกที

นอกจากนี้ ไทยก็ยังมีพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า ที่ดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์ แต่ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าจะครอบคลุมมาถึงเรื่องการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเรื่องการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมจำเป็นต้องให้มีกฎหมายที่จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งระบบ เนื่องจากกิจการโทรคมนาคมมีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติ ยิ่งขยายใหญ่ต้นทุนก็ยิ่งต่ำลง ดังนั้นยิ่งขยายใหญ่ผู้มีอำนาจเหนือตลาดยิ่งได้เปรียบมาก ขณะที่การบริการโทรคมนาคมนี้จะมีผลกระทบต่อสาธารณะ และการใช้อุปกรณ์ร่วมกันจะทำให้ต้นทุนต่ำ และที่สำคัญเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะทำให้ต้นทุนถูกลง จึงต้องให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับหนึ่ง มีการสร้างบรรยากาศให้ดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องสร้างความสมดุลให้พอเหมาะ ตัวคลื่นความถี่ที่มีแถบคลื่นที่เหมาะสม ก็ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานประเภทหนึ่งที่ก็ยังขาดอยู่ ไม่สมบูรณ์นัก

ที่สำคัญอีกประการในโครงสร้างพื้นฐานคือ การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไทยมีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ใช้คุ้มครองสาระที่เกิดขึ้นในระบบดิจิทัล (Content) และการคุ้มครอง Software ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายสิทธิบัตรคุ้มครองตัวเครื่องที่ใช้ในการสื่อสารโทรคมนาคม รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการออกแบบตัวเครื่องที่เกี่ยวข้อง และ Aircard Network แต่กระบวนการจดสิทธิบัตรยังล่าช้ามาก เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบพัฒนาไม่ทัน ผู้ตรวจสอบสาระสำคัญถูกบอนไซจากระบบการฟรีซข้าราชการของ ก.พ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) และอัตราเงินเดือนต่ำ ทำให้ผู้ตรวจสอบสาระสำคัญมีไม่พอ และที่มีก็ขาดคุณภาพ ถามว่ามีกี่คนในกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ทราบเรื่องเทคนิคที่ระกอบเป็นเทคโนโลยี 3G, 4G หรือโทรศัพท์มือถือ หรือ Hardware ของเครื่องโทรคมนาคมต่างๆ พอจะแยกความแตกต่างได้อย่างละเอียดถูกต้อง เพื่อตรวจดูความใหม่ ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มี เนื่องจากการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว

การขาดโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ 3 ประการข้างต้นนับว่าเป็นอุปสรรคที่รัฐบาลนี้ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ก่อนจะเป็น Digital Economy อย่าไปหวังถึงการที่ประเทศไทยจะหลุดจาก Middle Income Trap เพียงเพราะ Digital Economy เลย เพราะหากไม่มีการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะทำได้แต่เพียงนำเข้าเทคโนโลยีเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน