posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (14)

ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (14)

25 พฤศจิกายน 2557

หลังสงครามกลางเมือง มีคดีสำคัญที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด เมื่อปี 2409 คือ คดีมิลลิแกน ซึ่งศาลได้ตัดสินให้สิทธิประชาชนได้รับการพิจารณาคดีในศาลพลเรือน แม้จะอยู่ในช่วงสงคราม

หลังสงครามกลางเมือง มีคดีสำคัญที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด เมื่อปี 2409 คือ คดีมิลลิแกน ซึ่งศาลได้ตัดสินให้สิทธิประชาชนได้รับการพิจารณาคดีในศาลพลเรือน แม้จะอยู่ในช่วงสงคราม

ก่อนหน้านั้นในคดีที่ จอห์น เมอร์รีแมน พลเมืองของมลรัฐแมริแลนด์ ถูกจับกุมในช่วงสงครามกลางเมือง ฐานทรยศต่อชาติในข้อหาทำลายสะพานและเผาเสาโทรเลข เมอร์รีแมนถูกจับโดยทหารในเวลาตี 2 แล้วถูกนำตัวไปคุมขังที่ค่ายทหารแมคเฮนรีในเมืองบัลติมอร์

คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด และ โรเจอร์ ทานีย์ ประธานศาลสูงสุด ได้ตัดสินด้วยตนเองโดยออก “หมายสั่งให้ส่งตัวผู้ถูกคุมขังมาศาล” ซึ่งประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ไม่ยอมปฏิบัติตาม คดีดังกล่าวมีคนจำนวนมากสงสัยว่า จอห์น เมอร์รีแมน มิได้กระทำผิด แต่ศาลทหารก็ใช้อำนาจพิจารณาและตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

คดีมิลลิแกนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุด  เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมือง โดยเกิดในมลรัฐอินเดียนา คดีนี้มีพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่า มิลลิแกนทำผิดฐานกบฏ แต่ศาลได้พิจารณาว่า แม้ในขณะกระทำความผิดจะอยู่ในช่วงสงครามกลางเมือง แต่การรบพุ่งก็อยู่ในที่ห่างไกลจากมลรัฐอินเดียนามาก ศาลประจำทั้งของมลรัฐและของรัฐบาลกลางยังคงปฏิบัติหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีอยู่เป็นประจำ สามารถจัดการกับอาชญากรรมต่างๆ รวมทั้งคดีกบฏได้เป็นปกติ ส่วนศาลทหารนั้นไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีพลเรือน ตราบเท่าที่ยังมีศาลพลเรือนปฏิบัติหน้าที่อยู่ ศาลจึงพิพากษาว่า ศาลทหารไม่มีอำนาจพิจารณาคดี

ตั้งแต่นั้นมาก็ถือเป็นหลักปฏิบัติว่า หากศาลพลเรือนยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ พลเรือนจะต้องขึ้นศาลพลเรือน ศาลทหารไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีของพลเรือน

หลังสงครามกลางเมือง คำพิพากษาในคดีสำคัญๆ ก็อยู่ในแนวทางที่จะ “ป้องกันมิให้นักธุรกิจถูกยุ่งเกี่ยว” ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูบูรณะและพัฒนาประเทศ ในปี 2416 มีคดีเกี่ยวกับโรงฆ่าสัตว์ ศาลสูงสุดพิพากษาว่ามลรัฐมีสิทธิที่จะอนุญาตให้มีการผูกขาดอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ ในปี 2429 ได้พิพากษาว่า บริษัทเป็น “บุคคล” ตามที่บัญญัติในบทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 ซึ่งคำตัดสินนี้มีความสำคัญอย่างมาก

ตั้งแต่ก่อนก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษมีกฎหมายให้บุคคลสามารถรวมตัวกันทำธุรกิจ โดยก่อตั้งเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งจะมีสถานะพิเศษกว่าห้างหุ้นส่วนทั่วไป คือ หากเป็นห้างหุ้นส่วน เมื่อกิจการล้มลง หุ้นส่วนแต่ละคนยังต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดที่ห้างหุ้นส่วนก่อขึ้น แต่หากก่อตั้งเป็นบริษัทจำกัด บริษัทจำกัดนั้นจะมีสถานะเป็น “บุคคล” ที่เรียกว่า “นิติบุคคล” มีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สิน สามารถซื้อขายทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งมีสิทธิฟ้อง และถูกฟ้องเสมือนบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง ข้อสำคัญ เมื่อบริษัทล้มละลาย ตัวบุคคลไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินที่บริษัทก่อขึ้น

ส่วนบทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิของทาส ซึ่งได้รับการปลดปล่อย โดยบทแก้ไขรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “มลรัฐใดๆ ก็ตาม ไม่มีสิทธิที่จะลิดรอนชีวิต เสรีภาพหรือกรรมสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลได้ โดยไม่มีการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม หรือไม่ให้สิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแก่บุคคลใดๆ ซึ่งอยู่ในขอบเขตอำนาจของตน”

วิญญูชนทั่วไปย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า “บุคคล” ตามรัฐธรรมนูญนี้หมายถึงบุคคลที่เป็น “คน” จริงๆ แต่คำพิพากษาศาลสูงสุดในปี 2429 กำหนดให้คำว่าบุคคลครอบคลุมถึงนิติบุคคล คือบริษัทธุรกิจต่างๆ ด้วย

สำหรับคำว่า “กระบวนการยุติธรรม” หมายถึง การดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในทางยุติธรรม เช่น มีบุคคลหนึ่งเป็นหนี้อีกคนหนึ่ง เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้โดยตัวเจ้าหนี้เอง แต่ไปฟ้องร้องต่อศาลเอง

บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 มุ่งคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลธรรมดา ตามปรัชญาการตั้งประเทศสหรัฐที่เห็นว่าชีวิตและเสรีภาพของมนุษย์นั้นสำคัญยิ่งนัก การที่ศาลสูงสุดพิพากษาให้คำว่าบุคคลครอบคลุมถึงบริษัทด้วย จึงเป็นการขยายการคุ้มครองให้แก่ธุรกิจเป็นอย่างมาก และเป็นรากฐานสำคัญทำให้ธุรกิจสามารถเจริญเติบโตต่อมา ตามกฎกติกาที่ศาลวางบรรทัดฐานไว้

ในปี 2433 ศาลสูงสุด พิพากษาว่า ศาลมีสิทธิแก้ไขข้อบังคับของมลรัฐอันเกี่ยวกับการตั้งอัตราต่างๆ ที่ไม่สมเหตุผลได้ ในปี 2438 ศาลตัดสินว่า กฎหมายห้ามการควบรวมบริษัทมิให้ใช้บังคับแก่การผูกขาดการผลิต และในปีเดียวกันนั้นเอง ได้พิพากษาว่าภาษีเงินได้บางกรณี ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาศาลสูงสุดที่ “เอื้อ” ประโยชน์ให้นักธุรกิจสามารถฟื้นฟูบูรณะและพัฒนาประเทศได้นี้ ก่อผลดีมากมาย แต่หลายกรณีกลายเป็นเครื่องมือให้นักธุรกิจใช้โค่นล้างทำลายคู่แข่ง และเอารัดเอาเปรียบลูกค้าด้วย จึงมีประชาชนไม่น้อยที่รู้สึก “ขมขื่น” ศาลจึงต้องทบทวนตัวเอง

กระบวนการสำคัญในการ “ทบทวน” ตัวเองของศาลสูงสุด คือ คำพิพากษาแย้งของตุลาการเสียงข้างน้อย คือ ตุลาการเอ็ดเวิร์ด ไวท์ ซึ่งได้รับเแต่งตั้งเป็นประธานศาลสูงสุดโดยประธานาธิบดี วิลเลียม โฮวาร์ด ทัฟต์ ได้เสนอแต่งตั้งที่ “งดงาม” อย่างยิ่ง เพราะเอ็ดเวิร์ด ไวท์ มาจากมลรัฐหลุยเซียนา เป็นฝ่ายเดโมแครต ขณะที่ประธานาธิบดีทัฟต์ เป็นรีพับลิกัน  การแต่งตั้ง เอ็ดเวิร์ด ไวท์ เป็นประธานศาลสูงสุด ทำให้มีผู้กล่าวว่า ในที่สุดสงครามกลางเมืองสหรัฐยุติแล้วจริงๆ

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้