
‘กฎอัยการศึก’ สยบทุกเวที
ปฏิกิริยาล่าสุดของทหารที่ระงับการเสวนา “จากแม่วงก์ถึง คชก….ใครลักไก่ EHIA?” ที่จัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สะท้อนชัดเจนว่าทหารยังต้องการกระชับอำนาจการจัดงานวิชาการ หรือการแสดงออกของประชาชน ในทุกประเด็นผ่านการใช้เครื่องมือสำคัญอย่าง “กฎอัยการศึก” ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “การเมือง” และเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความกระด้างกระเดื่องต่ำอำนาจรัฐได้
ปฏิกิริยาล่าสุดของทหารที่ระงับการเสวนา “จากแม่วงก์ถึง คชก….ใครลักไก่ EHIA?” ที่จัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สะท้อนชัดเจนว่าทหารยังต้องการกระชับอำนาจการจัดงานวิชาการ หรือการแสดงออกของประชาชน ในทุกประเด็นผ่านการใช้เครื่องมือสำคัญอย่าง “กฎอัยการศึก” ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “การเมือง” และเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความกระด้างกระเดื่องต่ำอำนาจรัฐได้
เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ทหารได้ร่อนหนังสือถึงศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม รวมถึงองค์กรแอมเนสตี้ไทยแลนด์ “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” จัดโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน-มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รวมถึงองค์กรแอมเนสตี้ไทยแลนด์ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และมียิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และสุณัย ผาสุก ฮิวแมนไรท์วอทช์ เป็นวิทยากร เล่าถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ฯ อ้างว่าผู้จัดไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น
จากนั้นไม่นาน วันที่ 18 ก.ย. ทหาร-ตำรวจนอกเครื่องแบบ นำกำลังไประงับกิจกรรม “ห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ” ซึ่งมีวิทยากรชื่อดัง อาทิ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส และประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (มธ.) โดยมีการนำตัววิทยากรทั้งหมดไป “ปรับความเข้าใจ” ที่ สภ.คลองหลวง กระทั่งปล่อยตัวไปในที่สุด
ไม่เว้นแม้แต่ในต่างจังหวัด มณฑลทหารบกที่ 33 จ.เชียงใหม่ ได้ระงับการเสวนาเรื่อง “ความสุขและความปรองดองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557” ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทหารระบุว่าขัดต่อนโยบาย คสช. รวมถึงวันที่ 23 ก.ย. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะจัดเสวนาวิชาการว่าด้วยเรื่อง “ปี๊บ” กองทัพภาคที่ 3 ก็สั่งให้ยุติเช่นกัน
แม้แต่ในช่วงรำลึกเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 ทหารได้ขอความร่วมมือไปยังอธิการบดี มธ. ขอให้ยกเลิกการจัดกิจกรรมเสวนาเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต เหลือเพียงแค่งานทำบุญตักบาตร เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
2 เดือนหลังจากนั้น แม้ คสช.จะให้โอกาสจัดงานเสวนาในเรื่องอื่นๆ อยู่บ้าง แต่ในที่สุดก็มีการยุติเสวนาอีกครั้ง
คราวนี้ หวยออกที่งาน “ผืนดินเราที่ดินใคร ปิดประตูการปฏิรูป” โดย พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ที่มี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิชาการอาวุโส รวมถึง ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมพูดคุยเรื่องการปฏิรูปที่ดิน
ส่วนเสรีภาพในการชุมนุม คสช.ปิดประตูโดยสิ้นเชิง สะท้อนชัดผ่านการชุมนุมต้านรัฐประหารในช่วงแรก ซึ่งมีการต่อต้านอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเริ่มมีการไปจับกุมในเรื่องอื่น เมื่อกลุ่ม “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ที่ จ.สงขลา ตามมาด้วยการชุมนุมของขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ทั้งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่มีการจับตัว เช่น วีระ สมความคิด ไปไว้ที่ ร.1 รอ. ก่อนจะปล่อยตัวใน 3 วันถัดมา ถือเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” จนไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรหลังจากนั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขยับเขยื้อนเรื่อง “เขื่อนแม่วงก์” คึกคักมากขึ้น ภาคประชาชนก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยเฉพาะนิสิตเกษตรศาสตร์ตัดสินใจออกเดินเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา แต่ไปได้ไม่นาน ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจระงับไว้หมด เพราะถือว่าผิดกฎอัยการศึก
ล่าสุด วานนี้ระหว่างการเดินทางไปตรวจราชการที่ภาคอีสานครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลุ่มนักศึกษา ดาวดิน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 5 คน ได้ปลอมตัวอำพรางด้วยเสื้อแจ็กเกตเข้าประชิดหน้าเวทีที่พล.อ.ประยุทธ์ มอบนโยบายการแก้ปัญหาภัยแล้ง ก่อนจะถอดเสื้อด้วยข้อความ “ต่อต้านรัฐประหาร” จนถูกทหารรวบตัวไปยังสถานีตำรวจเพื่อปรับทัศนคติ จากนั้นมีการตกลงเงื่อนไขให้ผู้ปกครองของนักศึกษามาเซ็นรับทราบข้อตกลง หากไม่ยอมก็จะตั้งข้อหาเพราะอยู่ในภาวะประกาศใช้กฎอัยการศึก
สรุปว่าเครื่องมือสำคัญในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาของคสช. เครื่องมือที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ การใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อระงับการเคลื่อนไหวต่อต้านทุกรูปแบบ ซึ่งต้องจับตาดูหลังจากนี้ว่า กฎอัยการศึกจะสามารถบังคับใช้อย่างมีพลังอย่างต่อเนื่องไปได้หรือไม่







