
ร่วมงานทุกรัฐบาล ไม่เลือกข้างทหาร
วาทกรรม “เลือกข้าง” ยังเป็นเสมือนเส้นแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองที่ยังไม่เลือนหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ “เจษฏ์ โทณะวณิก”
วาทกรรม “เลือกข้าง” ยังเป็นเสมือนเส้นแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองที่ยังไม่เลือนหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ “เจษฏ์ โทณะวณิก” ก็ยอมรับว่าทำใจมาส่วนหนึ่งแล้วว่าต้องเผชิญแรงเสียดทานที่ว่านี้ หลังจากตัดสินใจรับตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญภายใต้บรรยากาศการรัฐประหาร
“ผมเป็นปุถุชน และในความเป็นปุถุชนมันก็มีความรู้สึกครับเวลาที่คนว่า เวลาคนชมใจมันก็ฟู คนว่าใจมันก็ตก แต่เราต้องคิดและเตือนใจว่า แม้องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา หรือคิดไปว่า อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปครูดหิน บางทีก็ต้องคิดปลอบใจตัวเองไป แต่ถามว่ามีความรู้สึกในฐานะปุถุชนหรือไม่ มันก็รู้สึกนะครับ”
อาจารย์เจษฏ์ระบายความอึดอัดออกมาว่า ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติหน้าที่ใด ย่อมถูกมองว่าเลือกข้างได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับคำพูดหรือการกระทำว่าจะสอดคล้องกับกลุ่มใดในช่วงเวลานั้น ซึ่งก็จะถูกกำหนดว่าเป็นกลุ่มนั้นในทันที ฉะนั้นวันหนึ่งอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นเสื้อสีหนึ่ง ในขณะที่อีกวันหนึ่งอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นอีกสีหนึ่ง เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
“ดังนั้น ผมจึงไม่รู้ว่าตกลงอยู่ตรงไหน เลยไม่ได้เดือดร้อน เพราะสุดท้ายผมนึกถึงประโยชน์เป็นหลัก จริงๆ แล้วเรื่องการเป็นคณะทำงาน คณะกรรมการ ผมก็ทำมาให้ทุกรัฐบาล ทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลแต่งตั้ง”
อาจารย์เจษฏ์เล่าถึงการทำงานการเมืองอีกว่า เมื่อคราวรัฐประหาร 2549 ก็ไม่ได้เห็นด้วย ส่วนปี 2557 ก็ยืนยันเช่นกันว่าไม่เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นทั้งหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีไปพร้อมกัน
“ถ้าถามผมตอนนี้ก็ยังยืนยันแบบเดิม แต่พอถึงเวลาทำงานเมื่อปี 2549 ก็มีตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปการเมือง ซึ่งผมก็ได้เป็นหนึ่งในกรรมาธิการ และก็ได้ถูกตีตราไปเรียบร้อยแล้วครับจากคนที่ไม่ชอบทหารทั้งหลายว่าเลือกข้างเลียท็อปบู๊ต”
อาจารย์เจษฏ์เล่าว่า สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ตัวเขาได้ถูกแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.จาก 400 เขต มาเป็น 375 เขต เปลี่ยน สส. บัญชีรายชื่อ 80 มาเป็น 125 คน ครั้งนั้นก็ถูกตราไปว่าเป็นพวกประชาธิปัตย์เลยทำให้ฝ่ายค้านเข้มแข็งขึ้นมา แต่ถ้าย้อนกลับไปสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นคณะทำงานและกรรมการในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ หลายคณะ และยังเป็นคณะทำงานให้กับรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนั้น
“ถ้าจะบอกว่าผมเป็นพวกทหารจริง แล้วทำไมผมทำงานให้กับรัฐบาลคุณทักษิณ และถ้าผมเป็นพวกคุณทักษิณ ทำไมผมทำงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นผมถึงได้บอกว่าผมดูที่ประโยชน์ ถ้าผมจะทำให้เกิดประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติประชาชนได้ผมก็จะทำ เรื่องที่คนจะว่าคงธรรมดา”
ปัจจุบันอาจารย์เจษฏ์ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำให้เกิดคำถามว่าการเป็นนักวิชาการที่สอนวิชากฎหมายและสอดแทรกเรื่องประชาธิปไตยให้กับนักศึกษา แต่มาวันหนึ่งกลับต้องมาทำงานกับทหาร ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นภาวะที่ขัดกันเองอยู่ในตัว ได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้านภายในคณะที่ตัวเองเป็นผู้บริหารอยู่หรือไม่ เหมือนบรรยากาศในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีความไม่พอใจกรณีที่ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้รับการแต่งตั้งจาก คสช.ให้ไปช่วยงานด้านต่างๆ
อาจารย์เจษฏ์ตอบคำถามข้างต้นว่า จริงๆ แล้วเนื่องจากว่าชื่อคณะนิติศาสตร์ คือชื่อ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ทุกคนก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคณบดีที่จะมาทำงานในลักษณะนี้ เพราะในตอนของอาจารย์ปรีดี ท่านก็เป็นสมาชิกในกลุ่มคณะราษฎร ไม่ได้เลือกตั้งมา แต่ท่านก็ไม่ได้มีฝักฝ่าย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นการร่วมกลุ่มกับคนจำนวนหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองและร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประเทศไทยเข้าร่วมกับประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ปรีดีก็จัดตั้งเสรีไทยเพื่อนำบ้านเมืองเข้าสู่สันติสุขอีกครั้ง
“กับคณาจารย์ผมคุยแล้ว ทุกท่านก็ไม่ได้มีข้อขัดข้อง ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วถึงภารกิจของผม และการที่เราทำแบบนี้ทำให้เสมือนหนึ่งว่าพวกเราทุกคนได้ร่วมกับผมในการทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไปด้วย เพราะหากท่านไม่ให้เวลาผมมาทำงานในคณะกรรมาธิการ ผมก็คงไม่สามารถมาทำงานตรงนี้ได้”
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้หารือกับคณาจารย์ภายในคณะแล้ว แต่สำหรับนักศึกษาของคณะและนักศึกษาที่อื่นที่ได้มีโอกาสไปสอนวิชากฎหมาย อาจารย์เจษฏ์ยอมรับยังไม่ได้เข้าไปสื่อสารอย่างเป็นทางการ แต่ถึงที่สุดแล้วก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาและคงเข้าใจถึงการทำหน้าที่ตรงนี้
“นักศึกษาจำนวนหนึ่งมีการเคลื่อนไหวและเข้าไปร่วมกับหลายๆ กลุ่มในทางการเมืองอยู่เสมอ ทั้งเป็นผู้ดู ผู้ร่วม ผู้สังเกตการณ์ ดังนั้นตรงนี้นักศึกษาสัมผัสเห็นรู้อยู่ว่าบ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง รัฐธรรมนูญมันเป็นแค่ส่วนย่อย มันมีส่วนอะไรอีกเยอะแยะโดยเฉพาะการปฏิรูป ท้ายที่สุดใครจะเขียนรัฐธรรมนูญ นักศึกษานิติศาสตร์ก็ต้องเรียนและใช้รัฐธรรมนูญ
...ฉะนั้นอาจเป็นอย่างนี้ด้วยซ้ำไปว่า ถ้ามีคณบดีของเขาเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ เวลาสอนรัฐธรรมนูญอาจจะดีด้วยซ้ำไป ถูกไหมครับ ไปเทียบกับมหา วิทยาลัยใหญ่จำนวนมาก นักศึกษาเราอาจจะรู้สึกดีก็ได้ว่าคณบดีเราอธิบายรัฐธรรมนูญมาจากการได้มีโอกาสลงไปเขียน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเล็กๆ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวนมาก แต่คณบดีเราไปเขียนก็น่าจะอธิบายรัฐธรรมนูญได้ดีกว่า ฉะนั้นอย่างที่บอกว่าตัวนักศึกษาเองก็อาจรู้สึกว่าเขาได้” อาจารย์เจษฏ์ทิ้งท้าย







