posttoday
มองเศรษฐศาสตร์ผ่านศาสนาพุทธ

มองเศรษฐศาสตร์ผ่านศาสนาพุทธ

14 พฤศจิกายน 2557

ในวันนี้ หากเราพิจารณาเครื่องสะท้อนเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่ เรียกว่า "หนี้ครัวเรือน (Household Debt)" จะพบว่ามีสัญญาณที่ค่อนข้างน่ากังวลต่อสถาบันทางการเงินที่ปล่อยกู้ โดยข้อมูลสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (Household Debt Per GDP) ณ สิ้นปี 2556 ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 82.3% มีมูลค่าสินเชื่อคงค้างที่ 9.79 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 2556 อยู่ที่ระดับ 80.1% หากเทียบกับสิ้นปี 2555 มีสัดส่วนเพียง 75%

ในวันนี้ หากเราพิจารณาเครื่องสะท้อนเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่ เรียกว่า "หนี้ครัวเรือน (Household Debt)" จะพบว่ามีสัญญาณที่ค่อนข้างน่ากังวลต่อสถาบันทางการเงินที่ปล่อยกู้ โดยข้อมูลสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (Household Debt Per GDP) ณ สิ้นปี 2556 ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 82.3% มีมูลค่าสินเชื่อคงค้างที่ 9.79 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 2556 อยู่ที่ระดับ 80.1% หากเทียบกับสิ้นปี 2555 มีสัดส่วนเพียง 75%

นอกจากนี้ ถ้าเทียบกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือสิ้นปี 2551 ขณะนั้นหนี้ภาคครัวเรือนต่อจีดีพี มีสัดส่วนเพียง 55.1% เท่านั้น โดยจะเห็นว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพียังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากค้นหาที่มาของสาเหตุการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน มีทั้งที่จำเป็นที่ต้องก่อหนี้ และการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น หรือที่เรียกว่า การก่อหนี้ที่เกิดจากตัว "กิเลส" (ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น) นั่นเอง ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงข้อคิดทางธรรมที่กล่าวว่า กิเลสก่อให้เกิดทุกข์ และหนทางที่ใช้ดับทุกข์ คือ ความพยายามลดความอยากต่างๆ ดังกล่าว ท่ามกลางสังคมที่เรียกว่า "สังคมแห่งวัตถุนิยม"

อย่างไรก็ดี จะบอกว่าความเป็นวัตถุนิยม หรือการตีคุณค่าของคนจากสิ่งของ วัตถุ ที่ใช้ คงไม่ได้มีเฉพาะในปัจจุบัน แต่เมื่อย้อนไปเมื่อหลายพันปีก่อนก็มีแนวคิดเฉกเช่นนี้เหมือนกัน โดยย้อนไปในสมัยแรกเริ่มของพุทธกาล พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่า "สิทธัตถะ โคตมะ" ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อน พุทธศักราช ในช่วงนั้น (ก่อนที่จะเกิดพุทธศาสนา) พระองค์ทรงเห็นถึงความทุกข์ของประชาชนลุ่มหลงกับวัตถุนิยม ซึ่งทัศนคติและความเชื่อต่างๆ ในยุคนั้นขัดแย้งกับหลักข้อคิดของพระโคตมพุทธเจ้า พระองค์เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นกลับไม่ใช่หนทางที่จะดับความทุกข์ แต่สิ่งที่จะดับทุกข์ได้นั้น คือ ธรรมะ (Dhamma) โดยหนึ่งในหลักธรรมที่สาคัญ คือคนที่เป็นคนดีที่มีศีลธรรมและความบริสุทธิ์ (Morality & Purity) ในจิตใจ และเมื่อผู้นั้นฝึกให้จิตใจตนมีศีลแล้วสมาธิและปัญญา (Morality, Concentration, Wisdom) จะตามมา โดยหนทาง สำคัญที่จะส่งผลให้เกิดศีลในจิตใจ ได้แก่ การไม่ยึดมั่นถือมั่น (Bondages) จากความโลภ โกรธ และหลง (Greed, Hatred, Delusion)

ทั้งนี้ ผมคิดว่า การที่จะเพิ่มระดับความเป็นอยู่ทาง สังคมและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น สังคมจำเป็นต้องรักสามัคคี และดูแลซึ่งกันและกัน ลูกจ้างควรต้องได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่เพียงพอ ซึ่งจะนำมาซึ่งการดำรงอยู่ของ เศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ปัญหาอาชญากรรมก็จะลดลง และเกิดความสุขและความสามัคคีกันใน สังคมครับ

ผมเชื่อว่า วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เราอาจจะมองได้ว่าเป็นโอกาสสำหรับวิธีการพัฒนาในทิศทางใหม่มากกว่าเป็นการคุกคามจากความเสื่อมถอยของระบบเศรษฐกิจ วิกฤตการณ์นำไปสู่ประเด็นด้านการวิเคราะห์หลักคิดทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่คำนึงถึง ผลร้ายของการบริโภคนิยมมากเกินไป และการเปลี่ยนบทบาทอย่างรวดเร็วของเงินตรา ซึ่งเร่งเร้าให้มีการสร้างความโลภขึ้นจากความรู้ไม่เท่าทันในกฎธรรมชาติของความไม่มีตัวตนและกฎธรรมชาติอื่นๆ

ทั้งนี้ ภายในขอบเขตของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ความไม่รู้นี้ถูกส่งเสริมโดยแนวความคิดที่คลุมเครือเกี่ยวกับอรรถประโยชน์ ซึ่งไม่ได้รับการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพียงพอ โดยแนวความคิดนี้ถูกอธิบายอย่างหยาบๆ ที่ให้ทุกคนมีความสุขกับการบริโภค การบริโภคสินค้า และบริการ จะอยู่ภายใต้ขอบเขตของงบประมาณที่จำกัด (Maximize utility subject to constraint) โดยเหตุนี้ ความคิดเกี่ยวกับ "ประสิทธิภาพ" และ "คุณภาพ" ในการบริโภคจึงไม่มีความหมายอย่างเพียงพอต่อการโต้แย้งในกรอบของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า คำสอนของศาสนาพุทธสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ โดยผ่านทางแนวคิดเกี่ยวกับความสุขหรือการทำให้มีทุกข์น้อยที่สุด (แทนที่จะทำให้เกิดอรรถประโยชน์สูงสุด) ในเบื้องต้นการอธิบายเกี่ยวกับทุกข์ว่าเป็นภาวะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะเข้าใจให้ชัดเจนจะต้องตระหนักถึงความไม่มีตัวตนและกฎธรรมชาติอื่นๆ

แนวความคิดนี้นำไปสู่การอภิปรายถึงความจำเป็นขั้น พื้นฐาน ซึ่งคือทุกข์ในระดับแรก ซึ่งจะต้องตอบสนองโดยความจำเป็นขั้นพื้นฐาน แต่ทุกข์ในระดับที่สอง เกิดขึ้นจากความต้องการหรือความอยากจอมปลอม ความพยายามที่จะสร้างความพึงพอใจทำให้เกิดความอยากซึ่งถูกกระตุ้นโดยความชั่วร้ายสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิบริโภคนิยมและเงินตรา ในอนาคต เราอาจจะต้องพัฒนาแนวคิด "เศรษฐศาสตร์ทางสายกลาง" ครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน