
พาณิชย์ลักไก่เสนอกฎหมายจดทะเบียนกลิ่น-เสียง
พาณิชย์ลักไก่เสนอร่าง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าให้จดทะเบียนกลิ่นเสียงเข้า ครม.
พาณิชย์ลักไก่เสนอร่าง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าให้จดทะเบียนกลิ่นเสียงเข้า ครม.
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 พ.ย.นี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ จะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ... ในส่วนที่เกี่ยวกับการขยายขอบเขตความคุ้มครอง การปรับปรุงหลักเกณฑ์ ขั้นตอน ระยะเวลาการจดทะเบียน การปรับปรุงค่าธรรมเนียม
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์อ้างว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎไปแล้วก่อนการยุบสภาเมื่อปี 2556 ซึ่งร่าง พ.ร.บ.นี้จะขยายขอบเขตการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในระดับสากล มีข้อกำหนดเพิ่มลักษณะบ่งเฉพาะและเครื่องหมายการค้าประเภทใหม่ๆ เช่น กลิ่นและเสียง โดยอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (ทริปส์) และนำหลักสากลมาปรับใช้
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักวิจัยด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างหนักและกระทบต่อระบบสุขภาพ โดยก่อนหน้านี้ถูกคณะกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภา ท้วงติงถึงผลกระทบเพราะกลัวว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียอำนาจต่อรอง
“เกรงว่าเอกสารที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ ครม. จะพูดความจริงครึ่งเดียวว่าเป็นการออกกฎหมายที่สอดคล้องความตกลงทริปส์ ทั้งๆ ที่ข้อตกลงทริปส์ไม่ได้บังคับให้ต้องรับจดทะเบียนกลิ่น เสียง และเรื่องนี้ไม่ใช่หลักสากล จึงควรเปิดรับฟังจากทุกภาคส่วนก่อน” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว
นักวิจัยจากจุฬาฯ แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ระบุว่า การจดทะเบียนให้กับกลิ่นจะมีผลร้ายมากกว่าการให้สิทธิบัตร เพราะในสิทธิบัตรถ้านำกลิ่นธรรมชาติ อาทิ น้ำมันที่สกัดจากพืชมาผสมกันต้องเกิดผลพิเศษที่ไม่ได้แปลว่ามีกลิ่นใหม่ขึ้นมาเท่านั้น ต้องมีผลบางประการที่พิสูจน์ได้ ต้องมีความใหม่ มีนวัตกรรมที่สูงขึ้น ไม่ใช่ทักษะสามัญ จึงรับจดสิทธิบัตร แต่เครื่องหมายการค้าเท่ากับว่านำเอาวัตถุธรรมชาติมาผสมกันแล้วก็จดได้แล้ว ต่อไปบุคคลอื่นก็นำเอาวัตถุเหล่านั้นมาผสมกันไม่ได้เลย
ดังนั้น คณะรัฐมนตรีควรตีกลับให้กระทรวงพาณิชย์ไปทำรายงานวิจัยผลกระทบอย่างเจาะลึกทุกภาคส่วน อย่าลักไก่
ปัจจุบัน ประเทศที่อนุญาตให้จดเครื่องหมายการค้าทั้งกลิ่นและเสียงได้นั้น มีอยู่เพียง 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนประเทศที่ให้จดได้เฉพาะเสียงมี 5 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สิงคโปร์ และไต้หวัน ซึ่งมี 4 ประเทศแรก ยังไม่มีความชัดเจนในการจดเครื่องหมายการค้าที่เป็นกลิ่น ส่วนไต้หวันไม่อนุญาต
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความจริงเพียงครึ่งเดียวว่า ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาแล้ว ซึ่งเป็นการผ่านสภาชุดที่แล้วแบบเงียบกริบ จนกระทั่งไปถึงการพิจารณาของคณะกมธ.วิสามัญในวุฒิสภา ซึ่งได้เชิญตัวแทนนักวิชาการ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม ผู้ผลิตยาชื่อสามัญ และเครื่องสำอาง ไปให้ความเห็น
“ครั้งนั้นน่าตกใจมากที่ไม่มีภาคส่วนใดทราบเรื่องนี้มาก่อน และในการประชุมกรรมาธิการก็ตั้งข้อสังเกตมากถึงการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่มีความพร้อมทั้งเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญ และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงแก้กฎหมายก่อนทำเอฟทีเอและความตกลงต่างๆ กรรมาธิการจึงมีมติให้เลื่อนออกไป 2 ปี” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว
นักวิจัยจาก กพย. ยังระบุว่า การจดทะเบียนให้กับกลิ่นจะมีผลร้ายมากกว่าการให้สิทธิบัตร เพราะในสิทธิบัตรถ้านำกลิ่นธรรมชาติ อาทิ น้ำมันที่สกัดจากพืชมาผสมกันต้องเกิดผลพิเศษที่ไม่ได้แปลว่ามีกลิ่นใหม่ขึ้นมาเท่านั้น ต้องมีผลบางประการที่พิสูจน์ได้ ต้องมีความใหม่ มีนวัตกรรมที่สูงขึ้น ไม่ใช่ทักษะสามัญ จึงรับจดสิทธิบัตร แต่เครื่องหมายการค้าเท่ากับว่า นำเอาวัตถุธรรมชาติมาผสมกันแล้วได้รับจด ต่อไปบุคคลอื่นก็นำเอาวัตถุเหล่านั้นมาผสมกันไม่ได้เลย ทั้งที่เป็นสมบัติสาธารณะ จึงเป็นการละเมิดสิทธิสาธารณะ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีควรตีกลับให้กระทรวงพาณิชย์ไปทำรายงานวิจัยผลกระทบอย่างเจาะลึกทุกภาคส่วน และจัดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน อย่าใช้การลักไก่เสนอแก้กฎหมายในภาวะไม่ปกติเช่นนี้อีก"
ขณะเดียวกันเอกสารที่ ภญ.อุษาวดี สุตะภักดิ์ นักวิชาการอิสระที่ได้รับเชิญจาก กมธ.วุฒิสภาไปให้ข้อมูลเมื่อต้นปี 2556 ระบุว่า เครื่องหมายการค้าในเรื่อง กลิ่น น่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ อันประกอบด้วย ยา เครื่องมือแพทย์ (เช่น ถุงยางอนามัย) วัตถุอันตรายที่ใช้ในทางสาธารณสุข เช่น ผลิตภัณฑ์ทากันยุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องสำอาง
“ในผลิตภัณฑ์ยานั้นสารแต่งกลิ่น รส (Flavor) ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการพัฒนาตำรับยา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าหากมีการให้เครื่องหมายการค้า กลิ่น อาจเกิดกรณีของการละเมิดเครื่องหมายการค้าของบริษัทผู้ผลิตยาภายในประเทศโดยไม่ได้เจตนา ก่อให้เกิดบรรยากาศของความไม่มั่นใจในการพัฒนาสูตรตำรับยาของบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะต้องระวังในเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรยาแล้วยังต้องระวังในประเด็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าในเรื่องกลิ่นอีกด้วย
ขณะที่เครื่องมือแพทย์บางชนิด เช่น ถุงยางอนามัย ก็มีการแต่งกลิ่นของผลิตภัณฑ์เพื่อให้น่าสนใจ หากมีการให้เครื่องหมายการค้าในเรื่องกลิ่น ก็อาจมีผลกระทบเช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยา วัตถุอันตรายที่ใช้ในทางสาธารณสุข เช่น ผลิตภัณฑ์ทากันยุงก็เป็นประเด็นเดียวกัน
“ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น่าจะมีผลกระทบมากที่สุดคือ เครื่องสำอาง เนื่องจากกลิ่นนั้นถือเป็นส่วนสำคัญของตัวผลิตภัณฑ์ และในประเทศไทยนั้นการผลิตเครื่องสำอางนั้นมีแพร่หลายในทุกระดับ ทั้งในระดับโรงงานผู้ผลิตเครื่องสำอางขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก จนถึงระดับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งมีอยู่ในแทบทุกชุมชน
“หากมีการให้เครื่องหมายการค้าในเรื่องกลิ่น จึงมีความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งมีอยู่มากมายทั่วประเทศจะมีกลิ่นที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกับเครื่องสำอางของโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่ หรือเหมือนกับกลิ่นที่มีผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว กลายเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ก่อให้เกิดการฟ้องร้องมากมาย ปัญหานี้ยังไม่นับรวมกับความพร้อมของบุคลากรและเครื่องมือของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่จะใช้ในการตรวจสอบหากมีการฟ้องร้องการละเมิดเครื่องหมายการค้า”







