
สนช.ลุยถอดถอนยื้อเวลา ผ่อนแรงกดดัน
คะแนนพลิกกลับมาสูสี เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 87 ต่อ 75 เสียง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
คะแนนพลิกกลับมาสูสี เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 87 ต่อ 75 เสียง เห็นควรให้รับเรื่องถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา จากปมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอมา
กระบวนการนับจากนี้จึงเริ่มต้นเดินหน้าสู่การถอดถอนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการส่งเอกสารให้ ป.ป.ช.และผู้ถูกร้อง สมศักดิ์ และนิคม ภายใน 15 วัน พร้อมเคาะวันประชุมเพื่อแถลงเปิดคดีเบื้องต้นเป็น 27 พ.ย.นี้ กรอบเวลาพิจารณาประมาณ 3045 วัน
จากเดิมที่ สนช.สายทหารจะออกมาจุดกระแสปรองดอง ทำให้เรื่องถอดถอนทำท่าจะเป็นหมัน จนอดีตแกนนำ กปปส. สว. และพรรคประชาธิปัตย์ รีบออกมาดักคอเร่งเครื่องถอดถอน
เช็กเสียงจากที่ประชุม สนช. ซึ่งเป็นการประชุมลับวานนี้ จากผู้อภิปรายฯ 24 คน 21 คน สนับสนุนให้ สนช.รับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณา มีเพียงแค่ 3 คนที่ให้อภิปรายไม่ให้รับการถอดถอนไว้พิจารณา
ประเด็นสนับสนุนให้รับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณา คือ สนช.มีอำนาจพิจารณาการถอดถอนได้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกฉีกไปแล้วหลังการรัฐประหาร แต่ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ยังคงอยู่
ขณะที่อีกฝั่งเห็นว่า สนช.ไม่ควรรับเรื่องไว้พิจารณาด้วยเหตุผลเพราะกระบวนการถอดถอนอ้างอิงตามรัฐธรรมนูญ 2550 เมื่อรัฐธรรมนูญถูกฉีกย่อมทำให้ความผิดและช่องทางการถอดถอนต้องสิ้นสภาพไปตามรัฐธรรมนูญ
ถึงจะเป็นการประชุมลับ แต่ข้อมูลคร่าวๆ ที่ออกมาน่าสนใจตรงตัวเลข สนช.ทั้งหมด 220 คน มาลงชื่อร่วมประชุม 190 คน หายไปถึง 30 คน ยิ่งกว่านั้น ใน 190 คนนั้นคะแนนเสียงที่เห็นชอบให้รับเรื่องถอดถอน 87 ต่อ 75 เสียงนั้น ห่างกันเพียง 12 เสียง แถมยังมีผู้ออกเสียง “งดลงคะแนน” 13 เสียง
ทว่า สุดท้าย มติ สนช.ที่ออกมารับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณาน่าจะเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่งในสถานการณ์เวลานี้
เริ่มตั้งแต่ช่วยลดแรงเสียดทานที่จะตามมา เพราะต้องยอมรับว่าหลัง สนช.สายทหารพยายามส่งสัญญาณติดเครื่องปรองดอง ตัดตอนกระบวนการถอดถอนนั้น ได้สร้างแรงเสียดทานให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะฝั่งขั้วตรงข้ามอำนาจเก่าที่ต้องการเห็นกระบวนการเอาผิดจนสุดซอย
เพราะเอาเข้าจริงผลของการถอดถอนในกรณีที่หาก สนช.ลงมติถอดถอนจริง ย่อมไม่ได้มีผลต่อตำแหน่งประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา ซึ่งทั้งคู่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังส่งผลกระทบต่อไปถึงการตัดสิทธิทางการเมืองหลังจากนี้
ยิ่งเริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้มีแนวคิดจะสกัดนักการเมืองที่เคยต้องคดีหรือถูกถอดถอนพ้นจากตำแหน่งไม่ให้เข้าสู่สนามการเมือง
ดังนั้น ความพยายามที่จะไม่ผลักดันการถอดถอนต่อไปย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย และอาจกลายเป็นแรงเสียดทานในอนาคตที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไปได้
สอดรับกับกระแสข่าวเรื่องการต่อสายพยายามเคลียร์ปัญหาระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับบิ๊ก คสช.อยู่หลายระลอก
มติ สนช.ที่รับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณาจึงช่วยลดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง และไม่ทำให้แนวร่วมของ คสช.ต้องผันตัวไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม หรือกระทบทำให้กระบวนการปฏิรูปต้องเสี่ยงไม่ได้รับการยอมรับ
เมื่อรู้ทั้งรู้ว่ากระบวนการถอดถอนคงยากที่จะไปถึงปลายทางได้ เนื่องจากคะแนนเสียงที่จะถอดถอนใครออกจากตำแหน่งต้องใช้เสียง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียง จาก 220 เสียง นั้นเป็นเรื่องยากที่จะสามารถทำได้จริง
แถมประสบการณ์ที่ผ่านมาวุฒิสภาไม่เคยสามารถถอดถอนใครออกจากตำแหน่งได้ และล่าสุดจากมติ สนช.รับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณา 87 ต่อ 75 เสียง หากเสียงที่สนับสนุนให้ถอดถอนต้องการจะถอดถอนให้ได้ผลจะต้องหาคะแนนเพิ่มอีก 45 เสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
อีกด้านหนึ่งยังช่วยส่งเสริมบรรยากาศสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น และเป็นผลดีกับกระบวนการปฏิรูปที่เริ่มออกตัวไปแล้วเวลานี้ ดังนั้นการปล่อยให้กระบวนการถอดถอนไปสิ้นสุดในชั้นของการลงมติ ย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่าเร่งตัดตอนไม่รับเรื่องไว้พิจารณาตั้งแต่แรก
และไม่ใช่เพียงแค่คดีถอดถอนนิคมและสมศักดิ์เท่านั้น แต่ยังมีทั้งคดีถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จ่อคิวพิจารณาในวันที่ 12 พ.ย.นี้ หรือคดีถอดถอน สส. สว. ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ป.ป.ช.ใกล้จะพิจารณาเสร็จสิ้น
อีกด้านยังมีความเป็นห่วงว่าหาก สนช.ปฏิเสธไม่ยอมรับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณา อาจเป็นปัญหาทำให้มีการหยิบยกไปร้องเรียนว่า สนช.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และทำให้ สนช.ที่ลงมติไม่รับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณาอาจจะถูกไล่เช็กบิลภายหลัง
กระบวนการรับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณาที่คาดว่าจะใช้เวลา 3045 วัน จึงถือเป็นการยื้อเวลาให้ สนช.ได้หายใจหายคอได้อีกขยักหนึ่ง
สุดท้ายไม่ว่าผลการลงมติถอดถอนจะออกมาอย่างไร ย่อมดีกว่าการหักด้ามพร้าด้วยเข่าตัดตอนปรองดองตั้งแต่แรก เพราะรู้อยู่แล้วว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร







