posttoday
เศรษฐกิจไทยแขวนไว้กับการใช้จ่ายภาครัฐ

เศรษฐกิจไทยแขวนไว้กับการใช้จ่ายภาครัฐ

07 พฤศจิกายน 2557

ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถไว้ใจได้ว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเป็นรูปตัววี (V) ตามที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่

สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจต้นปี 2557 อยู่ในภาวะชะงักงันซบเซา หรือ Stagnation จากปัญหาการเมือง แต่พอหลังมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่เดือน พ.ค. 2557 เศรษฐกิจไทยก็ผงกหัวขึ้น แต่ก็ยังไม่หลุดพ้นจากภาวะซึมๆ นิ่งๆ ไปได้แบบเต็มตัว

ที่เห็นได้ชัด การประเมินภาวะเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังล่าสุด คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 2% เหลืออยู่ 1.4% เหตุผลสำคัญมาจากการส่งออกจากที่คาดว่าจะโตได้ 1.5% จะเหลือแค่ 0.1% ส่วนเครื่องยนต์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนยังขยายตัวติดลบ การบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเล็กน้อย

สำหรับเศรษฐกิจปีหน้า คลังคาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5% ต่อปี เนื่องจากมองว่ามีแรงขับที่สำคัญจากการลงทุนภาครัฐ รวมถึงการส่งออก การลงทุน การบริโภค จะกลับมาขยายตัวได้เต็มที่

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (แม้ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอัตราดอกเบี้ย 2.0% ด้วยคะแนนเสียงแตก 6 ต่อ 1 โดยมีเสียงแตกต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่อาการยังไม่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ธปท.) ยังส่งสัญญาณชัดว่า จะปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีลงอีก จากเดิมที่ว่าจะโต 1.5% เนื่องจากคาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวติดลบ และการเบิกจ่ายการใช้จ่ายของรัฐบาลได้ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

จะมีเหลือก็แต่ฝากรัฐบาลที่ยังสู้ยิบตาดันเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายยังสุดกำลัง โดย รมว.คลัง ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะโตได้มากกว่า 1.5% เนื่องจากการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวดี และการเบิกจ่ายเริ่มติดเครื่อง

ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี มองไปไกลกว่า เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 1.61.9% ต่อปี และปีหน้าจะโตได้ 4.5% ต่อปี หากการเบิกจ่ายรัฐบาลทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การใช้จ่ายเงิน เช่น การอบรมและสัมมนา เชื่อว่าทำให้เศรษฐกิจปีหน้าโตได้ทะลุ 5% และเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือน ธ.ค. 2557

อย่างไรก็ตาม หากพิเคราะห์แล้วจะพบว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ มีเพียงเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐเป็นกำลังหลักเท่านั้น เนื่องจากการบริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และยังมีปัญหารายได้หด โดยเฉพาะเกษตรกรที่ราคาพืชผลทางการเกษตรไม่ดี ทำให้การบริโภคของประเทศชะลอ ขณะที่การลงทุนยังไม่มั่นใจ ตราบใดที่การลงทุนภาครัฐยังไม่เดินหน้าได้ในปัจจุบัน

สำหรับการส่งออกก็ยังพึ่งไม่ได้ถึงปีหน้า เพราะเศรษฐกิจโลกที่ทำว่าจะดีก็เริ่มมีปัญหาทำให้ขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้า ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ เศรษฐกิจเริ่มมีความอ่อนแอรอบใหม่ เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอตัวลง เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็หดตัวจนต้องออกมาตรการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกับที่สหรัฐทำที่ผ่านมา

ดังนั้น เศรษฐกิจไทยปีนี้จึงยังสาหัสโตเต็มที่ได้ไม่ถึง 1.5% ต่อปี ส่วนปีหน้าที่คาดว่าจะโต 45% ต่อปี ก็เริ่มไม่แน่ เพราะเครื่องยนต์ต่างๆ เริ่มมีสัญญาณร้ายตั้งแต่ยังไม่ข้ามปี ส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ยังมีปัญหาเร่งเครื่องไม่ขึ้น

แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงการคลังจะรายงานการเบิกจ่ายให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบว่า การเบิกจ่ายเดือน ต.ค. 2557 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 สามารถเบิกจ่ายได้ 3.67 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 1.08 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากเข้าไปดูไส้ในจะพบว่า การเบิกจ่ายดังกล่าวเป็นงบประจำถึง 3.3 แสนล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง 1.4 หมื่นล้านบาท งบเบิกจ่ายเหลื่อมปี 2.28 หมื่นล้านบาท และงบไทยเข้มแข็ง 2.6 ล้านบาทเท่านั้น

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ชัดว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนยังล่าช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาระบุว่ามีงบลงทุนที่มีการทำสัญญาผูกพันทยอยเบิกจ่ายในช่วงที่เหลืออีก 1.4 แสนล้านบาท แต่ก็มีการประเมินกันว่าเป็นไปได้ยากที่จะเบิกได้ทันภายในปีนี้

การเบิกจ่ายงบลงทุนที่ต่ำยังแสดงให้เห็นว่า มาตรการเร่งเบิกจ่ายที่ออกมาก่อนหน้ายังไม่สัมฤทธิผล เพราะระหว่างที่พิจารณางบประมาณ 2558 ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลได้ออกมาตรการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ให้มีการทำสัญญาผูกพันงบลงทุนในโครงการที่ไม่เกิน 500 ล้านบาท ภายในไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2558 ส่วนที่เกิน 500 ล้านบาท ให้ทำสัญญาภายในไตรมาส 2

นอกจากนี้ ในส่วนของงบจัดสัมมนาฝึกอบรมของหน่วยงานต่างๆ ให้ได้ 50% รวมถึงยังมีการดึงงบลงทุนไทยเข้มแข็งที่เหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท โอนมาใช้ในโครงการลงทุนใหม่ที่มีความพร้อมเป็นโครงการขนาดเล็ก กระจายลงไปในชุมชน เพื่อให้การเบิกจ่ายเร็วและเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ผ่านไปเดือนแรกงบส่วนนี้เบิกได้ไม่ถึง 3 ล้านบาท

หรือแม้แต่การเบิกจ่ายเงินก็โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลนี้สั่งเดินหน้าต่อ ก็ยังไม่มีความชัดเจนจะนำไปลงทุนในโครงการอะไร ทำให้การเบิกจ่ายเงินกู้น้ำยังนอนนิ่งไม่ไปไหน

แม้แต่การเร่งลงทุนผ่านการร่วมทุนรัฐกับเอกชน (พีพีพี) ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่แก้ไขมาจากกฎหมายร่วมทุนรัฐเอกชนปี 2535 แต่กฎหมายที่แก้ใหม่ยังไม่ทันได้ใช้ก็มีอุปสรรคเดินหน้าไม่ได้ ทำให้ต้องมาเสียเวลายกเครื่องแก้ไขใหม่ ยังไม่สามารถเดินหน้าโครงการลงทุนผ่านการร่วมทุนรัฐและเอกชนได้

ขณะเดียวกัน ทางกรมบัญชีกลางยังได้ตั้งผู้บริหารระดับสูงของกรมประกบหน่วยงานภาครัฐที่มีงบลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ถึง 35 หน่วยงาน ซึ่งกินสัดส่วนงบลงทุนถึง 80% เพื่อลงไปติดตามการเบิกจ่ายชนิดเข้าถึงตัว เข้าไปช่วยดูปัญหาติดขัดก็จะพร้อมแก้ไขให้เป็นการเร่งด่วน เพื่อผ่าทางตันการเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้มากที่สุดเร็วที่สุด

แต่จากผลการเบิกจ่ายงบลงทุนเดือนแรกที่ออกมา แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ยังไม่สามารถช่วยให้การเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีมาตรการเร่งเบิกจ่าย ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย อย่างน้อยก็ทำให้การเบิกจ่ายซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหยุดนิ่งจากปัญหาการเมือง ให้กลับมาสามารถเดินหน้าได้อีกครั้ง เหลือแค่กระชับความเข้มข้นของมาตรการเร่งเบิกจ่ายให้ได้ผลมากกว่าที่ทำได้ในเดือนแรกของปีงบประมาณ 2558

เพราะหากการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้า ต่ำกว่าเป้ามาก ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าอยู่ในภาวะลำบากไม่ต่างอะไรกับปีนี้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI