
สัมปทานรอบที่ 21 : ทำไมต้องรีบ?
กลายเป็นประเด็นคัดค้านกันอย่างใหญ่โต กับการตัดสินใจของกระทรวงพลังงานในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 จนในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีต้องสั่งให้นำเข้าไปถกกันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกำชับให้หาข้อสรุปให้ได้ภายใน 2 เดือน
กลายเป็นประเด็นคัดค้านกันอย่างใหญ่โต กับการตัดสินใจของกระทรวงพลังงานในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 จนในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีต้องสั่งให้นำเข้าไปถกกันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกำชับให้หาข้อสรุปให้ได้ภายใน 2 เดือน
หนึ่งในข้อคัดค้าน (ที่มีมากมายหลายข้อ) คือ ความเห็นที่แตกต่างกัน ในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมของชาติ ว่าจะเป็นแบบใดดี ระหว่างระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) หรือระบบสัมปทาน (Concession)
ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นด้านพลังงานที่มีข้อถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน และยากที่จะหาข้อสรุปได้ระยะเวลาอันสั้น เพราะระบบทั้งสองนั้นมีทั้งข้อดีและข้อด้อย ถึงแม้จะนำเข้าไปถกกันใน สปช.ก็คงต้องใช้เวลามากกว่า 2 เดือนกว่าจะหาข้อสรุปได้
และสมมติว่าตกลงกันได้ว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือ PSC ก็ใช่ว่ากระทรวงพลังงานจะรับไปเปิดประมูลได้ทันทีนะครับ แต่จะต้องดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมให้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งขั้นตอนการแก้กฎหมายนี้ ยังไม่รู้จะใช้อีกกี่ปี
ในขณะเดียวกัน ทางด้านการบริหารจัดการ กระทรวงพลังงานจะต้องไปออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้น เพื่อมาทำหน้าที่บริหารจัดการและเจรจากับผู้ประกอบการ ในการดูแลและควบคุมการดำเนินงานของผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพราะระบบนี้จะต้องมีการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการเป็นรายแปลงสำรวจเลยทีเดียว ไม่เหมือนกับระบบสัมปทานที่มีระเบียบและเงื่อนไขกำหนดเอาไว้ตายตัวอยู่แล้ว ง่ายต่อการตรวจสอบและกำกับดูแล
ยิ่งผู้คัดค้านเรียกร้องให้มีการออก พ.ร.บ.สภาการพลังงานแห่งชาติ และบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ที่รัฐบาลถือหุ้น 100% มาเป็นผู้ผูกขาดบริหารจัดการ เรื่องสิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมแบบเดียวกับบริษัท ปิโตรนาสของมาเลเซียด้วยแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่าเรื่องนี้ไม่จบภายในสองปีนี้แน่นอน
เรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นั้น ไม่ใช่มาเร่งรัดขอเปิดกันในตอนนี้อย่างที่มีผู้กล่าวหากัน แต่ความจริงคือการเปิดสัมปทานได้ล่าช้ามาเป็นเวลาถึงสองปีแล้ว จากการคัดค้านของคนกลุ่มหนึ่งมาโดยตลอด
ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ก็คือ นับตั้งแต่การเปิดสัมปทานรอบที่ 20 มาถึงปัจุบัน นับเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ที่เราไม่ได้พบแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ ในประเทศไทยเลย มีการค้นพบแหล่งก๊าซเล็กๆ เพียงหนึ่งแห่ง ซึ่งผลิตได้เพียง 0.05 ล้าน ลบ.ฟุต/ วัน ซึ่งถือว่าน้อยมาก
ในขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็มีแต่จะหมดไป น้ำมันใช้ไปได้อีก 4 ปี ก๊าซอีก 7 ปี (ถ้าไม่พบเพิ่มขึ้นอีก) ดังนั้นการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ
ในการเปิดสัมปทานรอบนี้ ทางกระทรวงพลังงานก็ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้กับรัฐมากขึ้น จากระบบเดิม คือระบบ Thailand 3 เป็นระบบ Thailand 3 Plus โดยมีทั้งเงินให้เปล่าตอนเซ็นสัญญา (Signature Bonus) ตั้งแต่ 2100 ล้านบาท แล้วแต่ศักยภาพของแต่ละแปลง และค่าตอบแทนการผลิตตามปริมาณ (Production Bonus) สำหรับแปลงบนบก 400 ล้านบาท และแปลงในทะเล 200 ล้านบาท ถ้าผลิตปิโตรเลียมได้ถึง 10 ล้านบาร์เรล และเก็บเพิ่มตามอัตราดังกล่าว ถ้าผลิตได้ถึง 20 และ 30 ล้านบาร์เรล ตามลำดับ ซึ่งทำให้รัฐได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์สูงขึ้นจากเดิมที่เคยได้ในระดับ 70% โดยสัมปทานใหม่นี้รัฐอาจได้รับส่วนแบ่งสูงกว่า 70% ด้วยซ้ำไป
อีกอย่างหนึ่งที่ประชาชนทุกคนต้องทราบก็คือ ปัจจุบันเรานำเข้าก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้าสูงถึงวันละ 1,021 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน คิดเป็น 22% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเมียนมาร์
แต่ในจำนวนที่นำเข้าทั้งหมดนั้น มีส่วนหนี่งประมาณ 20% ที่ไม่ได้นำเข้าจากเมียนมาร์ แต่นำเข้าจากตะวันออกกลางในรูปของก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงมาก ประมาณ 1516 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู (ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยราคา 910 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู)
ดังนั้น ถ้าการเปิดสัมปทานฯ รอบที่ 21 ต้องเลื่อนออกไปอีกสองปี นั่นย่อมหมายความว่า โอกาสที่เราจะค้นพบแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มในประเทศ จะต้องล่าช้าไปอีกอย่างน้อยๆ 23 ปี และเราจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเพื่อมาผลิตไฟฟ้า ทดแทนก๊าซจากอ่าวไทยที่กำลังลดลงไปทุกวันๆ
ก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นนี้ ไม่สามารถนำเข้าจากเมียนมาร์ได้อีกแล้ว เพราะเขามีความจำเป็นต้องสงวนทรัพยากรปิโตรเลียมเอาไว้ใช้เพื่อพัฒนาประเทศ เพราะเขากำลังเปิดประเทศ
ดังนั้น ปริมาณความต้องการก๊าซที่เพิ่มขึ้นของไทย จึงต้องได้มาจากการนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาแพงเท่านั้น ซึ่งเมื่อเราใช้ก๊าซ LNG ที่มีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยและก๊าซจากเมียนมาร์มาผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ก็ย่อมทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นอย่างแน่นอน
โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 3.92 บาท/หน่วย ก็มีโอกาสที่จะขึ้นไปถึง 5-6 บาท/หน่วย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้ามากขนาดไหน
ผมพูดอย่างนี้ก็มีผู้กล่าวหาว่าผมพูดจาข่มขู่ประชาชน ซึ่งผมก็งงมากว่าผมไปข่มขู่ใคร เพราะผมเพียงแต่ให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้
เวลาที่ฝ่ายคัดค้านไม่เห็นด้วยกับระบบสัมปทาน ออกมาพูดว่าระบบสัมปทานไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้เกิดระบบผูกขาด ประเทศชาติจะเสียหายไปอีก 20-30 ปี ประชาชนเดือดร้อนต้องใช้น้ำมันแพง ผมไม่เคยไปว่าอะไรเขาเลย เพราะถือว่าคนเราเห็นต่างกันได้
แต่พอผมออกมาให้ข้อมูลอีกด้านเพื่อเตือนประชาชนให้รับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น กลับมากล่าวหาว่าผมข่มขู่
ประชาชน นี่มันอะไรกัน เราอยู่ในสังคมแบบไหนกันแน่
เมื่อไรความคิดแบบสองมาตรฐาน หรือความคิดแบบความถูกใจคือความถูกต้อง มันจะหมดไปจากสังคมไทยเสียที!!!







