
ร้านเหล้ากับโรงเรียน
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ผมเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาโดยแทบจะไม่มีวันหยุด นอกจากปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาคลื่นใต้น้ำต่างๆ แล้ว สิ่งที่มองเห็นรอบตัวในชีวิตประจำวันก็มีเรื่องให้ขัดอกขัดใจเป็นอันมาก ซึ่งพอท่านเห็นท่านก็สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปแก้ไข พร้อมกับประกาศให้ประชาชนรับรู้ผ่านสื่อมวลชน
สิ่งที่ชาวบ้านมองเห็นและจับต้องได้ง่าย คือ เรื่องจัดระเบียบสังคม หนึ่งในโครงการแรกๆ หลังการยึดอำนาจเป็นเรื่องขายสลากเกินราคา ซึ่งท่านก็ไม่ถึงกับบังคับไม่ให้ขายเกิน 80 บาท เพียงแต่บอกว่าร้อยกว่าแพงเกินไป แค่ประมาณ 90 บาท ก็น่าจะมีกำไรแบ่งปันกันเกินพอแล้ว
ราคาสลากลดลงได้งวดเดียว หลังจากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิม ชาวบ้านนับสิบล้านคนที่เฝ้าซื้ออยู่ทุกงวดต่างเก็บความรู้สึกผิดหวังไว้อย่างเงียบๆ เพราะยังศรัทธาและยังอยากให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ ทำงาน
ขอทานที่ท่านอยากให้หายไปจากท้องถนนก็ยังขวักไขว่ตามสี่แยกและในย่านชุมชนโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สำหรับเรื่องอาชญากรรม ผมไม่แน่ใจว่าสถิติที่แท้จริงลดลงหรือไม่ แต่ภาพที่ปรากฏไม่ได้เพลาลง แถมยังมีเรื่องหนักอกที่ฉาวโฉ่และอาจกระทบการท่องเที่ยว คือ เรื่องฆาตกรรมหนุ่มสาวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า และเรื่องฆ่าหั่นศพชายชราชาวญี่ปุ่น
ล่าสุดเป็นเรื่องร้านเหล้ากับโรงนวดใกล้สถานศึกษา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ คงซึมซับไว้ล่วงหน้าแล้วว่า สั่งการให้ตำรวจไปจัดการก็คงไม่เกิดผล เพราะเป็นเรื่องกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ทางที่ดีต้องให้ทหารลงไปช่วย ซึ่งก็ทำให้พบการกระทำความผิดและกลายเป็นข่าวใหญ่โต สตช.ต้องออกมาแก้เกี้ยวด้วยการสั่งย้ายผู้กำกับที่อาจเกี่ยวพันกับส่วยออกนอกพื้นที่
แต่ถ้าถามว่าวิธีนี้จะเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวรหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ อีกไม่นานพอกระแสลดความร้อนแรงลง ทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิม เหมือนราคาสลาก เหมือนปัญหาอาชญากรรม และเหมือนปัญหาขอทาน
ลองนึกภาพว่า เราจะให้ทหารลงมาแทรกแซงและล้วงลูกการทำงานของตำรวจทั่วประเทศได้หรือไม่ และได้นานแค่ไหน อย่างมากก็คงเฉพาะบางพื้นที่ และอย่างมากก็คงแค่เป็นเดือน ไม่ใช่ตลอดไป
พล.อ.ประยุทธ์ อาจต้องเหนื่อยเปล่า เพราะลูกมือของท่านและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับท่าน เขาคุ้นเคยกับระบบเดิมมากกว่า รวมทั้งการให้ความร่วมมืออาจทำให้สูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัวด้วย
ผมจึงอยากแนะนำให้การแก้แต่ละปัญหา ท่านบังคับใช้มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่เดินหน้าแล้วถอยหลังไม่ได้ เช่นที่ผมเคยเสนอเมื่อ 23 เดือนก่อน ในบทความเรื่องเสือนอนกิน ให้แก้ไขปัญหาสลากเกินราคาด้วยการวางขายผ่านธุรกิจค้าปลีกหรือเครือข่ายของธนาคารที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค
เรื่องร้านเหล้ากับสถานบริการใกล้สถานศึกษาก็เช่นกัน รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลแรกที่อยากแก้ปัญหา รัฐบาลอื่นในอดีตก็เคยบอกว่าจะจัดการกับปัญหานี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จ
เรื่องเด็กติดเหล้ากับยาเสพติดเป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงมากเป็นพิเศษ จึงอยากเห็นการจัดระเบียบสังคมด้านนี้มีความยั่งยืน แต่ดูจากวิธีการที่ทำกันไปแล้ว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จแทบจะมองไม่เห็น
ก่อนจะเสนอแนวทางแก้ไข ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และเห็นความน่ากลัวของปัญหาเสียก่อน
สถิติที่ผมมีอยู่ในมือ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าต่ำเกินไปหรือไม่ บอกว่าเรามีนักดื่มหน้าใหม่ปีละแสนกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กในวัยเรียน
ทางการได้ออกใบอนุญาตขายเหล้าไปแล้วประมาณ 600,000 ใบทั่วประเทศ โดยการขอทำได้ง่ายๆ และเสียค่าธรรมเนียมใบละไม่กี่ร้อยบาท นอกจากนี้ยังมีที่ขายเหล้าโดยไม่มีใบอนุญาตอีกนับไม่ถ้วน รวมทั้งรถเข็นที่ขายเหล้าปั่นต่างๆ
คิดคร่าวๆ เรามีร้านเหล้า 1 ร้านต่อประชากรไม่ถึง 100 คน มากกว่าร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นหลายสิบเท่า ทั้งๆ ที่เราก็เห็นร้านสะดวกซื้อดาษดื่นแทบทุกหัวมุมถนนอยู่แล้ว
เกือบทุกสถานศึกษาจะมีร้านเหล้าอยู่โดยรอบนับสิบ หลายแห่งจะเห็นลูกค้าในชุดนักศึกษาเข้าไปนั่งดื่มกินเป็นประจำ บางแห่งมีนักศึกษาเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
กฎหมายหลักที่เกี่ยวกับการขายเหล้าคือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งไม่ได้ห้ามการขายใกล้สถานศึกษา ทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายค่อนข้างใหม่ คลอดออกมาหลังจากมีความพยายามแก้ปัญหามาแล้วหลายรัฐบาล
นอกจากนี้ ทุกครั้งที่มีความพยายามแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ก็จะมีการเตะถ่วงด้วยประเด็นที่ทำให้เกิดการโต้แย้ง เช่น จะใช้วิธีกำหนดเป็นระยะห่างดี หรือจัดทำโซนนิ่งดี ซึ่งในที่สุดก็ทำให้การแก้กฎหมายไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่มีวิธีง่ายๆ คือใส่เงื่อนไขลงไปทั้งคู่
นี่คือจุดแรกที่ผมอยากเห็น ครม.ดำเนินการ คือ กำหนดระยะห่างจากสถานศึกษา เช่น 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการแก้กฎหมายที่ทำได้ทันที ส่วนเรื่องโซนนิ่งจะมีด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องไม่ทำให้เกิดความล่าช้า
จุดที่สอง คือ เรื่องความรับผิดชอบ ที่ผ่านมาพอมีเรื่องทุกคนก็โยนความรับผิดชอบไปให้ตำรวจแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งตำรวจก็ชาชินกับเรื่องทำนองนี้ กล่าวคือ เมื่อลมแรง แทนที่จะฝืน เขาก็ลู่ไปกับลม ย้ายคนนั้นคนนี้เพื่อลดกระแส รอจนลมสงบจึงกลับไปเหมือนเดิม
กระทรวงสาธารณสุขในอดีตก็เคยพยายามลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ด้วยการไปประสานกับตำรวจ ซึ่งตำรวจก็พูดคุยด้วยเป็นอย่างดี แต่ผลสุดท้ายคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ในกรณีขายเหล้าใกล้สถานศึกษา ผู้ที่ควรต้องรับผิดชอบด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่าตำรวจ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาเอง เพราะมีหน้าที่โดยตรงต้องดูแลนักเรียนนักศึกษาในสังกัด
เมื่อมีกฎหมายห้ามขายเหล้าใกล้สถานศึกษาแล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาก็มีหน้าที่ต้องสอดส่องไม่ให้มีการฝ่าฝืน ทั้งด้านร้านขายเหล้าและด้านนักศึกษาที่เข้าไปซื้อดื่ม ถึงจะจับกุมร้านเหล้าเองไม่ได้ ก็ต้องไปแจ้งความ และติดตามเรียกร้องให้ตำรวจจัดการ หากปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ผู้อำนวยการและผู้บริหารสถานศึกษาก็ควรถูกลงโทษ เช่น ด้วยการถูกย้ายออกนอกพื้นที่ระหว่างการสอบสวนเช่นกัน
มีคนถามว่า เมื่อแก้กฎหมายแล้ว จะทำอย่างไรกับร้านเหล้าที่เขาได้ใบอนุญาตมานานแล้ว และขายมานานแล้ว คำตอบของผม คือ ก็ต้องให้เขาประกอบธุรกิจต่อไป อาจจะอย่างน้อยอีก 5 หรือ 10 ปี แต่ในระหว่างนี้ จะต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด และส่งภาพออนไลน์ไปให้สถานีตำรวจกับสถานศึกษา เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่ามีการลักลอบให้บริการกับนักเรียน นักศึกษาหรือไม่ หากจับได้ว่าฝ่าฝืนก็ให้ยกเลิกบอนุญาตทันที







