
3 เหตุปัจจัยเด็กเผาโรงเรียนป่วยทางจิตหรือเลียนแบบผู้ใหญ่เผาเมือง?
เกิดคำถามจากเหตุการณ์เด็กนักเรียนชั้นม.5 ก่อเหตุเผาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตัวเองเรียนอยู่ อย่างน้อย 3 ประการ
เกิดคำถามจากเหตุการณ์เด็กนักเรียนชั้นม.5 ก่อเหตุเผาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตัวเองเรียนอยู่ อย่างน้อย 3 ประการ
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน/ธเนศน์ นุ่นมัน
เกิดคำถามจากเหตุการณ์เด็กนักเรียนชั้นม.5 ก่อเหตุเผาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตัวเองเรียนอยู่ อย่างน้อย 3 ประการ 1.เด็กรายนี้แสดงพฤติกรรมเลียนผู้ใหญ่จากเหตุเผาโรงเรียนในต่างจังหวัดหรือจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา 2. เด็กมีอาการป่วยทางจิต 3.เด็กเรียนได้เกรดต่ำกว่าเพื่อน และถูกระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนกดดัน
ประเด็นแรก นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ อธิบายว่า เป็นไปได้ว่าเกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เพราะเด็กพูดเองว่าอยากให้โรงเรียนหยุดเรียนจึงต้องใช้วิธีนี้
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่า จากการสำรวจสุขภาวะเด็ก พบว่า 1 ใน 5 มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดที่นำไปสู่ภาวะอารมณ์ โดยทุกวันนี้ภาวะสุขภาพจิตของเด็กมีความซับซ้อนมากขึ้น เกินกว่าที่ครูอาจารย์จะดูแลได้ และที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มองว่าพอเกิดปัญหากับเด็กทำพฤติกรรมที่ไม่ดีก็จะให้ออกจากโรงเรียน ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกวิธี
ประเด็นที่สอง พ.ต.อ.สุรพจน์ พิสุทธิวงศ์ ผกก.สภ.พุทธมณฑล ระบุว่า เด็กอ้างว่าเหตุที่เผาโรงเรียนเพราะไม่อยากเรียนหนังสือ เมื่อโรงเรียนถูกไฟไหม้จะได้ปิดโรงเรียน โดยได้ไปซื้อน้ำมันที่หน้าโรงเรียน 1 ลิตร ไฟแช็ก 1 อันมาเตรียมไว้ กระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 5 มิ.ย. ได้ซ่อนตัวอยู่ในอาคารชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องสมุด รอจนถึงเวลา 01.50 น. จึงลงมือราดน้ำมันและจุดไฟเผา ก่อนที่จะหลบอยู่ในห้องน้ำของโรงอาหาร จนถึงเช้าจึงได้ปีนรั้วออกมาและถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้
พ.ต.อ.สุรพจน์ กล่าวด้วยว่า พ่อของเด็กรายนี้ยอมรับว่าลูกมีอาการป่วยทางจิต แต่ไม่กล้าแจ้งทางโรงเรียนเนื่องจากเกรงว่าลูกจะถูกออกจากโรงเรียน
“เพื่อนๆ นักเรียนบอกว่า ผู้จุดไฟเผาเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร และระยะหลังการเรียนตกต่ำจากที่เคยได้เกรด 4 ก่อนเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ ปัจจุบันเหลือเพียง 3.1 เท่านั้น จึงเกิดความเครียดก็เป็นได้ เพราะเพื่อนๆ บางคนก็ไม่ยอมช่วยเหลือ หรือเวลาไม่เข้าใจถามก็ไม่มีใครบอก” พ.ต.อ.สุรพจน์ กล่าว
ขณะที่ นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การก่อเหตุเผาโรงเรียนของเด็กนักเรียน ถือเป็นปรากฎการณ์ด้านจิตใจเฉพาะบุคคล เด็กคนอื่นคงไม่ลอกเลียนแบบ
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เป็นพฤติกรรมที่คนปกติไม่ทำ แสดงว่าอาจมีปัญหาด้านครอบครัวหรือมีพื้นฐานที่เป็นโรคจิตอยู่ก่อน เพราะทุกคนรู้สึกได้ อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้ภายนอกจะดูเหมือนปกติทั่วไป แต่อาจเกิดพฤติกรรมเป็นครั้งคราว
ประเด็นสุดท้าย นางยุวดี นาคะผดุงรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า จากการสอบประวัติย้อนหลังจากครูประจำชั้นพบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กเรียบร้อย พฤติกรรมเป็นปกติเหมือนคนอื่นๆ ตั้งแต่ ม. 4 แต่พอขึ้นม. 5 ผู้ปกครองพูดฝากให้ครูประจำชั้นช่วยดูแลเป็นพิเศษ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดด้านอื่นๆไว้ ขณะที่เปิดเทอมได้ 2 อาทิตย์ ก็เริ่มแสดงพฤติกรรมเครียดอย่างเห็นได้ชัด แต่ทางโรงเรียน ก็ได้พยายามเฝ้าติดตามพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด มาโดยตลอด แต่พลาด เพราะวันเกิดเหตุเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์
นางยุวดี กล่าวว่า โรงเรียนยืนยันว่ามีการจัดการเรียนการสอนโดยไม่ได้ละเลยระบบการเสริมสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ และมีระบบคัดกรองด้านจิตวิทยาเด็กทุกคนก่อนรับเข้าเรียน แต่ละปีมีนักเรียนที่มีผลการเรียนดีจากทั่วประเทศต้องการแข่งขันคัดเลือกเข้าเรียนที่ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ราว 2 หมื่นคน ผ่านการสอบคัดเลือกด้านวิชาการรอบแรก 500 คน จากนั้น จะเข้าเรียนได้ ต้องสอบคัดความถนัดทางการเรียนของเด็กและคัดกรองด้านจิตวิทยาอีกด้วย
นายกฤษณพงษ์ กีรติกร ที่ปรึกษาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า จากสถิติของนักเรียนที่เรียนจบชั้น ม.ปลาย ในปีการศึกษา 2552 ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่ 90% มีผลการเรียนเฉลี่ย อยู่ที่ 3.5 โดยผู้ที่ก่อเหตุนั้นมีรายงานว่าเกรดเฉลี่ย 3.1
นายเอกพงษ์ อังศรีประเสริฐ ศิษย์เก่าโรงเรียน มหิดลฯ รุ่น 12 กล่าวว่า โรงเรียนมีกิจกรรมที่พยายามหล่อหลอมให้เด็กเป็นทั้งคนเก่งคนดี เพียบพร้อมด้านวุฒิทางอารมณ์อย่างสมบูรณ์ มีการปลูกฝังเรื่องความมีน้ำใจ การช่วยเหลือด้านการเรียนระหว่างเพื่อนกับเพื่อน รุ่นพี่กับรุ่นน้อง มีการทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียด รวมถึงมีคลินิกวิชาการไว้บริการนักเรียน
นายณัฐภัทร เลิศศักดิ์สรีสกุล ศิษย์เก่าโรงเรียน มหิดลฯ รุ่นที่ 1 กล่าวว่า ความเครียดเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะ ในโรงเรียนที่รวมนักเรียนหัวกะทิไว้ด้วยกัน ทุกคนเคยเรียนได้ 4.00 จากโรงเรียนเดิมก่อนมาต่อที่นี่ บางคนเกรดตกจากเดิม ในสภาพแวดล้อมใหม่ ไม่เคยชิน จึงทำให้เกิดความเครียด แต่ที่นี่ก็ปูทางให้แต่ละคนช่วยเหลือดูแลกันไม่ได้ให้แข่งขันกันเรียน น่าจะช่วยได้ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีเด็กคนไหนมีปัญหารุนแรง เพิ่งจะมีกรณีนี้เป็นกรณีแรกๆ
พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ในฐานะแพทย์ผู้ดูแล กล่าวว่า หากพบว่าเด็กมีภาวะเครียด จะรักษาด้วยยาคลายกังวล ยาปรับสภาพอารมณ์ ทั้งนี้ตั้งเป้าการรักษาเพื่อให้เด็กกลับไปเรียน และใช้ชีวิตในสังคมโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามไม่สามารถเปิดเผยถึงสภาพจิตใจของเด็กได้ เพราะเป็นสิทธิของผู้ป่วย
สำหรับอาการเครียดจากการเรียนนั้น ในเด็ก 100 คน อาจพบได้ 5-10 คน ซึ่งอาจเกิดปัญหาโรคจิตเวชได้ ดังนั้นคนใกล้ชิดต้องช่วยกันดูแล
อย่างไรก็ตาม นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า คาดว่าทีมสหวิชาชีพจะใช้เวลาประเมิน และเก็บรวบรวมข้อมูลอาการของเด็กม.5 รายนี้ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ จากนั้นจึงสรุปผลถึงสาเหตุการก่อเหตุต่อไป







