
ครม.มาร์ค 5 เงื่อนปัญหาที่ยังไม่จบ
8...ทีมข่าวการเมือง
แม้หน้าตา
“ครม.มาร์ค 5” ที่ออกมาจะยังห่างไกลกับคำว่า “ดรีมทีม” ทั้งที่วาดฝันจะได้ “มือดี” ฟอร์มสดมาช่วย “ฉุด” คะแนน “กู้” ภาพลักษณ์รัฐบาล หลังประสบสารพัดปัญหารุมเร้า ตลอดช่วงการบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 1 ปีแต่การ
“ปรับทัพ” เตรียมลุยศึกหนักต่อไป ด้วยการปลด 6 รัฐมนตรีเก่า พร้อมเกลี่ยเก้าอี้ 8 รัฐมนตรีใหม่ ถือเป็นการอุดช่องโหว่ และสร้าง “เสถียรภาพ” ภายในรัฐบาลที่กำลังปั่นป่วนกับปัญหารอยร้าวภายในชัดเจนว่าการ
“อัปเปหิ” สส.บางส่วนของเพื่อแผ่นดินพ้นรัฐบาล พร้อมยึดคืนโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีกลับคืนมา ตอบโต้การ “แตกแถว” ไปโหวตสวนไม่ไว้วางใจ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทยนอกจากจะเป็นการประกาศตัวว่าประชาธิปัตย์เลือกยืนข้าง
“ภูมิใจไทย” พร้อมรักษาไมตรีกับพรรคเพื่อแผ่นดินในส่วนที่ไม่แตกแถว เพื่อ “ตัดตอน” ไม่ให้ปัญหา “เกาเหลา” ภูมิไจไทย และเพื่อแผ่นดิน ไม่ให้บานปลายจนเป็นปัญหาต่อรัฐบาลในภาพรวมอีกด้านหนึ่งยังเป็นการ
“เชือดไก่ให้ลิงดู” ป้องปรามไม่ให้กลุ่ม มุ้งต่างๆ ที่ต้องการจะออกมาต่อรองผลประโยชน์ ในช่วงนี้ต้องกลับไปทบทวนท่าทีดูใหม่อีกครั้ง หากต้องการจะหยิบยกเรื่องเสียงโหวตมาเป็นเครื่องมือต่อรองกดดัน “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”สอดรับกับคำพูดนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยืนยันว่าการปรับ ครม.เที่ยวนี้ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นเอกภาพ เพื่อดำเนินการของรัฐบาลตามแผน และนโยบายต่างๆ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เอกภาพ และต้องมีเสียงในสภาที่มีความเข้มแข็งพอสมควร ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะบริหารงานไม่ได้
“
เสียงข้างของรัฐบาลที่จะทำให้รัฐบาลมีเอกภาพได้ จึงทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนในส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เนื่องจากการทำงานของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ผ่านมาจะทำงานเป็นกลุ่มๆ การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงต้องดูความพร้อมของพรรคสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้มีเอกภาพต่อไป”ไม่น่าแปลกใจกับเหตุผลนี้ เมื่อรัฐบาลมีปัญหารุมเร้ารอให้ไปแก้ไขจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขความมั่นคง การสร้างความปรองดอง หรือแม้แต่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2554 ที่ใกล้จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระสองและสามอีกสองเดือนข้างหน้า
ตอกย้ำด้วยการตัดกลุ่ม สส.แตกแถวของเพื่อแผ่นดินออกไป 16 เสียง และเปิดรับ สส.เพิ่มเข้ามาใหม่อีก 14 เสียง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปรับ ครม.ที่ออกมาจึงเป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยจุดหมายเพียงแค่การประคองเสียงรักษาเสถียรภาพรัฐบาล
การเข้าสู่ตำแหน่งของ ไชยยศ จิรเมธากร สส.อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี 8 เสียง สส. ในมือ ได้รับตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ขณะที่ มั่น พัธโนทัย ที่ปรึกษาพรรคมาตุภูมิ ซึ่งมี 6 เสียง ได้รับตำแหน่ง รมช.คลัง จึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย
ในด้านประชาธิปัตย์เอง การปรับ ครม.เที่ยวนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงการหมุนเวียนคนในพรรคสลับเข้ามานั่ง
“เก้าอี้ดนตรี” ลดแรงเสียดทานจากอาการน้อยใจจนต้องออกมาฟาดงวงฟาดงาอยู่เป็นระยะจากบรรดาคนเคยอกหักในรอบที่ผ่านมาการปรับ ครม. ดันอดีตแคนดิเดตทั้ง จุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.ไอซีที นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็น รมว.วัฒนธรรม เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.แรงงาน องอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงช่วยให้คลื่นลมภายในพรรคสงบนิ่งไม่เป็นอุปสรรคให้รัฐบาลต้องคอยมาพะวักพะวน
ทว่า ท่าทีหลังการปรับ 3 รมต. ในสัดส่วนของประชาธิปัตย์ออกจากตำแหน่ง ทั้ง ไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังเป็นแค่อาการน้อยใจและอาฟเตอร์เอฟเฟกต์เล็กน้อย
โดยเฉพาะในส่วนของ
“ไพฑูรย์” สส.เหนือ และอีสานบางส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาคัดค้านการปรับ “ไพฑูรย์” ออกจาก ครม. และเตรียมที่จะเข้าพบนายกฯ เพื่อขอคำชี้แจง แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สุดท้ายเรื่องนี้ก็จะเงียบไปในที่สุดแต่ปัจจัยอันตรายหลังจากการปรับ ครม.ครั้งนี้ ต้องจับตาไปยังท่าทีของสังคม ต่อการอยู่ในตำแหน่งของ ชวรัตน์ และโสภณ รัฐมนตรีจากภูมิใจไทย ที่เสียงโหวตไว้วางใจต่ำ และไม่สามารถเคลียร์ตัวเองกับข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เหตุผลการปรับ ครม. นายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังประชุม สส.พรรคว่า จะตอบโจทย์ทั้ง
“บ้านเมือง” และ “การเมือง” จึงอาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้อย่างที่พูด เมื่อผลการปรับ ครม.ที่ออกมา รมต.ที่ถูกซักฟอกอย่างหนักยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่กลับไปปลด รมต.ที่แหกคอกลงมติ ทั้งที่รัฐธรรมนูญให้เอกสิทธิ์คุ้มครองการตัดสินใจอย่างอิสระเสถียรภาพของ
“รัฐบาล” ที่มั่นคงจากแค่เสียงโหวตสนับสนุนในวันนี้ จึงอาจไม่ใช่เครื่องการันตีว่ารัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งได้อย่างมีเสถียรภาพเพื่อเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้อย่างมั่นคงเมื่อสุดท้าย ครม.มาร์ค 5 ยังหนีไม่พ้นเรื่องระบบโควตา ผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่สนใจ
“กฎเหล็ก 9 ข้อ” ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ยืนหยัดในหลักการเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องรอใบเสร็จการปรับ ครม.ที่เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครั้งนี้ จึงทำได้แค่รักษาเสถียรภาพรัฐบาลในระยะสั้น แต่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อรัฐบาลในระยะยาว







