
เจริญยึดเอเชีย
ผนึกทั้งเครือจัดทัพธุรกิจบริหารหวังรายได้โตสองหลักทะลุ2แสนล้านลั่นทวงบัลลังก์เบียร์ไทยปี2563
ผนึกทั้งเครือจัดทัพธุรกิจบริหารหวังรายได้โตสองหลักทะลุ2แสนล้านลั่นทวงบัลลังก์เบียร์ไทยปี2563
ไทยเบฟเปิดแผน 6 ปี ติด 1 ใน 2 ผู้นำทุกกลุ่มสินค้าอาเซียน ก้าวเป็น 1 ใน 5 เอเชีย
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ที่มีนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ระหว่างปี 25582563 ว่า นำสินค้าเรือธงของเครือออกไปทำตลาดในอาเซียน พร้อมวางเป้าหมายขึ้นเป็น 1 ใน 2 ผู้นำตลาดในอาเซียน และตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง 1215% ทุกปี หากเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักต่อเนื่อง ใน 3 ปีจากนี้ไทยเบฟจะมีรายได้เกิน 2 แสนล้านบาท
สำหรับการก้าวขึ้นไปสู่เป้าหมายได้ บริษัทกำหนด 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ 2.มีความหลากหลายของตลาดและผลิตภัณฑ์ 3.ตราสินค้าที่แข็งแกร่ง 4.การขายและการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง และ 5.ความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งแต่ละปีจะลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิต
นอกจากนั้น บริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ แบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสุรา กลุ่มเบียร์ และกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ หรือนันแอลกอฮอล์ รวมทั้งปรับโครงสร้างผู้บริหาร จากเดิมที่ไทยเบฟดูแลทั้งสุราและเบียร์ เป็นการให้ทีมบริหารจากเอฟแอนด์เอ็นเข้ามาดูแลธุรกิจเบียร์และนันแอลกอฮอล์
ด้านธุรกิจสุรานั้น จะใช้แบรนด์รวงข้าว แสงโสม เบลนด์ 285 และ 285 ซิกเนเจอร์ เป็นสินค้าเรือธงในการทำตลาด เน้นไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และพม่า ส่วนกลุ่มเบียร์บริษัทตั้งเป้าทวงแชมป์ตลาดเบียร์ 1.25 แสนล้านบาทในปี 2563 ด้วยส่วนแบ่ง 45% จากปัจจุบัน 30% รวมทั้งชูแบรนด์ช้างทำตลาดทั้งในประเทศ รุกพม่าและสิงคโปร์
ขณะที่กลุ่มนันแอลกอฮอล์ จะชูแบรนด์โออิชิ เอส และสินค้าของเอฟแอนด์เอ็น ทำตลาดในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามเป็นตลาดหลัก โดยตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มในอาเซียน จากปัจจุบันมีส่วนแบ่ง 14% และก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ตลาดเอเชีย
“เบียร์ช้างแข็งแกร่งในตลาดล่างที่เป็นตลาดใหญ่ แต่สิ่งที่ไทยเบฟขาดคือ สินค้าพรีเมียม เราพร้อมจะซื้อกิจการเบียร์ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี เพื่อบุกตลาดพรีเมียมเบียร์” นายฐาปน กล่าว
ทางด้านผลการดำเนินงานในปี 2556 ไทยเบฟมีรายได้รวม 155,771 ล้านบาท มีผลกำไร 1.9 หมื่นล้านบาท และครึ่งปี 2557 มีรายได้รวม 8.1 หมื่นล้านบาท กำไร 2.4 หมื่นล้านบาท







