
เร่งปฏิรูปภาษีอนาคตไทยรุ่ง
ธนาคารโลกเผยไทยอยู่อันดับ 26 ประเทศที่ทำธุรกิจง่าย ขยับดีขึ้นจากเดิมอยู่อันดับ 28 แนะไทยแก้ปัญหาการได้รับสินเชื่อ การเริ่งดำเนินธุรกิจ และการจ่ายภาษี
ธนาคารโลกเผยไทยอยู่อันดับ 26 ประเทศที่ทำธุรกิจง่าย ขยับดีขึ้นจากเดิมอยู่อันดับ 28 แนะไทยแก้ปัญหาการได้รับสินเชื่อ การเริ่งดำเนินธุรกิจ และการจ่ายภาษี
อูริค ซาเกา ผู้อำนวยการ ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยรายงานการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจปี 2558 (Ease of Doing Business 2015) พบว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 26 ของโลก จากลำดับที่ 28 ในปี 2557 เป็นอันดับ 3 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ที่อยู่ในอันดับ 1 ของโลก และมาเลเซียที่อยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก
สำหรับการจัดอันดับครั้งนี้ เปลี่ยนวิธีเป็นแบบ Distance to Frontier หรือพิจารณาจากระยะห่างของการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐเทียบกับประเทศที่ดำเนินการดีที่สุด ซึ่งมีหลายด้านที่ไทยพัฒนาใกล้เคียงกับประเทศที่ดำเนินการดีที่สุด อาทิ การขออนุญาตก่อสร้างที่อยู่อันดับที่ 6 การขอใช้ไฟฟ้า อยู่อันดับที่ 12 การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยอยู่อันดับที่ 25 การบังคับใช้ข้อตกลงอยู่อันดับที่ 25 และการลงทะเบียนทรัพย์สินลำดับที่ 28 โดยไทยได้ปรับปรุงการใช้เวลาในการดำเนินขอใบอนุญาตในการก่อสร้างลดลง เนื่องจากมีการใช้กระบวนการช่องทางพิเศษสำหรับการก่อสร้างอาคารขนาดเล็ก
นอกจากนี้ การปรับปรุงการให้บริการภาครัฐของไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ ทำให้การส่งออกและนำเข้ามีความสะดวกมากขึ้น ใช้เวลาดำเนินการลดลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2550
สำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 1 มาเลเซีย อันดับ 18 ไทย อันดับ 26 เวียดนาม อันดับ 78 จีน อันดับ 90 ฟิลิปปินส์ อันดับ 95 บรูไน อันดับ 101 อินโดนีเซีย อันดับ 114 กัมพูชา อันดับ 135 ลาว อันดับ 148 และพม่า อันดับ 177
คอนสแตนติน ชิโคซี่ ผู้จัดการด้านการปฏิบัติการโครงการ ธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยได้อันดับที่ดีขึ้นมา 2 อันดับ ซึ่งเป็นผลจากการที่ไทยมีการปฏิรูปในด้านการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการ เช่น การขออนุญาตผ่านระบบออนไลน์ การตรวจสินค้าข้ามแดนด้วนเทคโนโลยี ช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่นและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีส่วนที่ต้องเร่งปรับปรุง ได้แก่ เรื่องการได้รับสินเชื่อที่มีอันดับอยู่ที่ 89 ของโลก เพราะไม่มีกฎหมายให้ลงทะเบียนสินเชื่อ การเริ่มต้นธุรกิจอยู่อันดับที่ 75 เนื่องจากยังมีกระบวนการจดทะเบียนซับซ้อนใช้เวลา 27 วัน ขณะที่ประเทศที่ดีใช้เวลาเพียงครึ่งวันผ่านระบบออนไลน์และเรื่องการจ่ายภาษีอยู่อันดับที่ 62 เพราะบริษัทต้องจ่ายภาษีทั้งหมด 22 ครั้ง เสียเวลาในการกรอกแบบฟอร์มและเป็นต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ปัญหาเหล่านี้หากเร่งปรับปรุงแก้ไขจะทำให้อันดับของไทยขยับขึ้นสูงกว่านี้ได้ในอนาคต
ออกัสโต โลเปซครารอส ผู้อำนวยการกลุ่มดัชนีด้านการพัฒนาโลก แผนกเศรษฐศาสตร์การพัฒนา กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ประเด็นปัญหาด้านการเมืองของไทยไม่ได้เป็นผลต่อการทำธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจอยู่นอกเหนือรัฐประหาร ในกรณีที่การเมืองจะมีผลกระทบต้องเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงจริงๆ เช่น กรณีความรุนแรงในซีเรียส่งผลให้การค้าต่างประเทศลดลง นอกจากนี้ไทยยังมีปัญหาการนำกฎหมายมาปฏิบัติ
รมว.คลังเตือนสรรพากรศก.มีความเสี่ยงให้เร่งปฏิรูปภาษีรีดรายได้เพิ่ม
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า ได้ให้นโยบายผู้บริหารกรมสรรพากรทั่วประเทศ ว่าเศรษฐกิจปีหน้าไม่ได้สวยงามอย่างที่คาดไว้ โดยจะขยายตัวได้มากกว่า 2% เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดียังมีความเสี่ยง ทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าต้องระมัดระวังความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ในส่วนของกรมสรรพากรก็ต้องเร่งปฏิรูปภาษี เก็บภาษีตัวใหม่และขยายฐานภาษี รวมถึงแก้ปัญหาทุจริตเพื่อให้เก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2558 ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 1.96 ล้านล้านบาท
ปัจจุบันกรมสรรพากรเก็บรายได้มีสัดส่วน 76% ของรายประเทศทั้งหมด คาดว่าในอนาคตจะเพิ่มเป็น 80% ดังนั้นกรมสรรพากรต้องปฏิบัติตัวให้ดี หลีกเลี่ยงการกระทำไม่ชอบ จะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับการปฏิรูปภาษีของกรมสรรพากรมีทั้งออกกฎหมายเก็บภาษีการรับมรดก ซึ่งคาดว่าจะส่งร่างกฎหมายให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในต้นเดือน พ.ย.นี้ เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และปลายปีงบประมาณ 2558 จะพิจารณาเรื่องอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 7% รวมถึงการแก้ปัญหาการทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร
รมว.คลัง กล่าวว่า การปฏิรูปของกรมสรรพากรจะเริ่มจาก การออกกฎหมายเก็บภาษีการรับมรดก ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งร่างที่ตรวจพิจารณามาให้กระทรวงแล้ว ซึ่งยังมีประเด็นที่เห็นไม่ตรงกัน 45 ประเด็น และคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสรรพากร ได้นัดหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อหาข้อยุติที่เห็นไม่ตรงกัน เพื่อส่งร่างกฎหมายให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในต้นเดือน พ.ย. นี้ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา 3 วาระ ได้ภายใน 34 เดือน เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะมีเวลาผ่อนผันให้อีก 3 เดือน เพื่อให้กรมสรรพากรที่เป็นผู้เก็บภาษีมรดกมีเวลาได้เตรียมการปฏิบัติงาน
หลังจากนั้น ก็จะมีการเสนอ ร่างพ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ และเมื่อถึงปลายปีงบประมาณ 2558 ก็จะมีการพิจารณาเรื่องอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะมีทั้งการพิจารณาเพิ่มอัตราที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน 7% ให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาการทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร
นายสมหมาย กล่าวว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรเก็บรายได้มีสัดส่วน 76% ของรายประเทศทั้งหมด คาดว่าในอนาคตจะเพิ่มเป็น 80% ดังนั้นกรมสรรพากรต้องปฏิบัติตัวให้ดี ละเว้นหลีกเลี่ยงการกระทำไม่ชอบ จะทำให้การให้เก็บภาษีของกรมสรรพากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้ให้นโยบายผู้บริหารไปคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาการทุจริตของผู้บริหารลงไปถึงระดับเจ้าหน้าที่ระดับล่างของกรม
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราภาษี VAT ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย และสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น รวมถึงศึกษาดูกรณีการเพิ่มอัตราภาษี VAT ของประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมาว่าส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งมีแนวคิดจะปรับขึ้น ส่วนจะขึ้นเท่าไร หรือ ยังต้องคงไว้เท่าเดิม ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น
สำหรับการเก็บภาษีมรดก หลักการยังเป็นเหมือนเดิมคือเก็บจากผู้รับมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% โดยจะเก็บภาษีมรดกจากทรัพย์ที่มีหลักฐานทางทะเบียนเท่านั้น







