
ปปช.ไม่ขัดหากสปช.บางรายต้องการแจงทรัพย์สิน
ปปช.ไม่ขัดใจหากสปช.บางคนอยากแจงทรัพย์สิน พร้อมรับเอาไว้แต่ตรวจสอบไม่ได้ เสนอแก้จริยธรรมนักกฎหมายรับการปฏิรูป
ปปช.ไม่ขัดใจหากสปช.บางคนอยากแจงทรัพย์สิน พร้อมรับเอาไว้แต่ตรวจสอบไม่ได้ เสนอแก้จริยธรรมนักกฎหมายรับการปฏิรูป
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า หากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ท่านใดต้องการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งทาง ป.ป.ช.ก็จะต้องรับไว้ แต่ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ และป.ป.ช.คงไม่มีหน้าที่ในการเปิดเผยได้เช่นกัน เพียงแต่จะเก็บไว้เป็นข้อมูล
เมื่อถามว่า ส่วนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นทางป.ป.ช. จะมีการพิจารณาหรือไม่ว่าจะต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.คงไม่พิจารณา เพราะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถือว่ารวมอยู่ในสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ต้องยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน นายวิชา กล่าวในระหว่างการพิจารณาการนำเสนอผลการวิจัยโครงการ “จริยธรรมในวิชาชีพนักกฎหมาย” ที่สำนักงานป.ป.ช.ตอนหนึ่งว่า การทำวิจัยเรื่องดังกล่าว เพื่อสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นและปรับปรุงก่อนที่ไทยจะเข้าสู้ประชาคมอาเซียน โดยให้มีประมวลจริยธรรมสำหรับผู้ประกอบการอาชีพกฎหมายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อสร้างมาตรฐานความประพฤติของผู้ประกอบการวิชาชีพกฎหมายอาเซียนไม่ต่ำกว่าของประเทศยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประมวลจริยธรรมขององค์กรต่างๆควรจะมีการรื้อฟื้นใหม่ เพื่อให้ทันสมัย และถือเป็นการปฏิรูปองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ
นายวิชา กล่าวว่า ประเทศที่เจริญแล้วจะให้ความสนใจที่ประมวลจริยธรรม และจรรยาบรรณของแต่ละหน่วยงานแต่ละวิชาชีพมากกว่ากฎหมาย เพราะจริยธรรมจรรยาบรรณนี้จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้คนทำผิด ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง โดยต้องมีการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรวิชาชีพกฎหมายของไทย เพราะปัจจุบันมีจุดอ่อนคือไม่มีการร่วมมือกัน ไม่มีการสร้างมาตรฐานความประพฤติ เพราะไม่มีองค์กรรวม
“มีข้อเสนอปฏิรูปองค์กรวิชาชีพกฎหมายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนเนติบัณฑิตยสภาของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มีมาตรฐานอันเดียวกัน ทำให้นักกฎหมายมีความจงรักภักดีต่อวิชาชีพ ไม่ขายวิชาชีพเหมือนกรณีถุงขนม และสิ่งที่เราต้องปฏิรูปในวิชาชีพกฎหมายต่อไป คือการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ต่อไปต้องไม่มีเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความยุติธรรมสั่นสะเทือน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปลูกฝังค่านิยม การฝึกอบรมหลักสูตร และการเรียนการสอนด้านกฎหมาย ให้มีการส่งเสริมจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อทำให้คนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม มีความเคารพศาล เพราะที่ผ่านมามีปัญหาว่าประชาชนไม่เคารพกฎหมาย เมื่อศาลตัดสินไปแล้ว แต่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล กล่าวหาว่าสองมาตรฐาน และสุดท้ายสังคมเกิดความแตกแยก”นายวิชา กล่าว







