
อย่าให้ผิดหวัง
กระบวนการปฏิรูปประเทศกำลังเริ่มนับหนึ่งตามพิมพ์เขียวที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
กระบวนการปฏิรูปประเทศกำลังเริ่มนับหนึ่งตามพิมพ์เขียวที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางไว้ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ลงมติเลือกนายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธาน พร้อมด้วยรองประธานอีก 2 คน ขณะที่กระแสการปฏิรูปจากหลากหลายกลุ่มในสังคมทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ ก็คึกคัก มีการจัดเวทีเสนอรูปแบบทิศทางการปฏิรูปด้านต่างๆ
กล่าวได้ว่า ขณะนี้แม่น้ำทั้ง 5 สายที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังเกิดการรัฐประหารตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ภาพไว้ ได้เริ่มก่อรูปใกล้จะเป็นสายธารที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เหลือเพียงสายสุดท้าย คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะเห็นหน้าตาในเดือน พ.ย. ซึ่งทุกองค์กรก็ยังอยู่ในกรอบคำสัญญาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลั่นวาจาไว้
อย่างไรก็ตาม เริ่มปรากฏความขัดแย้งใน สปช.ขึ้นเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวแทนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) เมื่อฝ่ายหนึ่งคัดค้านไม่ต้องการให้ สปช.เสนอชื่อคนนอกมา 5 คนเป็นกรรมาธิการ ในสัดส่วนที่ สปช.ได้โควตา 20 คน จากจำนวนกรรมาธิการที่ต้องมีทั้งหมด 36 คน ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนอ้างว่าต้องการให้เกิดความหลากหลาย เพราะจะได้เลือกคนจากตัวแทนพรรคการเมืองมาร่วมร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับจากฝ่ายการเมือง นอกจากนี้ สปช.ยังเปิดศึกกันเอง เพราะเห็นว่า สปช.สายต่างจังหวัดบางคนกำลังตั้งกลุ่มก๊วนเพื่อต่อรองอำนาจขึ้น
ภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสภาแห่งนี้ อันได้ชื่อว่าเป็นสภาที่จะมาทำเรื่องปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แต่กลับกลายว่ามาช่วงชิงอำนาจภายในกันเอง ไม่ต่างจากสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาชุดที่ผ่านมา ที่คนไทยเอือมระอา จนเกิดวิกฤตศรัทธากับการเมืองเสื้อสูท หาก สปช.เริ่มด้วยการทะเลาะห้ำหั่นเปิดศึกก็ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง ทั้งที่ สปช.เป็นองค์กรขับเคลื่อนให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นต้นน้ำที่ต้องระดมความเห็นกลุ่มประชาสังคมต่างๆ มาร่วมออกแบบการปฏิรูป กลั่นกรองมาเป็นกฎหมายเสนอยัง สนช.
ภารกิจของ สปช.ล้วนสำคัญและท้าทายต่อการเปลี่ยนผ่านในยุคความขัดแย้งครั้งใหญ่ของประเทศ อันเป็นเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอ้างต้องทำรัฐประหาร ดังนั้น สปช.ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นให้มาก ดังผลการสำรวจจากโพลหลายสำนักที่ให้โอกาสรัฐบาลและ สปช. ทั้งที่ความจริงแล้วมีผู้คนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับใน สปช. เพราะถือเป็นองค์กรที่เกิดจากการยึดอำนาจ และยังดูแคลนว่าการปฏิรูปเป็นเพียงลมปากให้ดูสวยหรู เพราะแท้จริงแล้วคำตอบของ สปช.ล้วนมีธงที่ถูกกำหนดไว้ โดยเฉพาะฉากสำคัญ คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องผ่านความเห็นจาก สปช.ในขั้นตอนสุดท้าย ที่เชื่อว่าจะใช้เป็นเครื่องมือกีดกันกลุ่มอำนาจเก่า







