posttoday
เปิด 4 เวทีคู้ขนาน ดึงสปช.อกหักร่วมปฏิรูป

เปิด 4 เวทีคู้ขนาน ดึงสปช.อกหักร่วมปฏิรูป

18 ตุลาคม 2557

วาระปฏิรูปประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใกล้ปรากฏเป็นรูปธรรม

โดย...เจษฎา จี้สละ

วาระปฏิรูปประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใกล้ปรากฏเป็นรูปธรรม หลังจากได้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 250 คน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กุนซือคนสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ปาฐกถาเรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทย” ในหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 5 (พตส.5)

วิษณุ กล่าวว่า การปฏิรูปไม่สามารถทำให้สำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะทุกคนย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยจะต้องปฏิบัติตามมติข้างมากเป็นหลัก อาศัยเวทีกลาง คือ สปช.และเวทีคู่ขนานซึ่งจะดึงบุคคลที่ไม่ได้รับคัดเลือกเป็น สปช.กว่า 7,000 คน มาร่วมงานผ่าน 34 เวที ได้แก่ เวทีแรกทำงานร่วมกับ สปช. อีกเวทีเข้าไปเป็นส่วนร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านต่างๆ ที่ สปช.จะตั้งขึ้น ซึ่งอาจจะมีคณะ 2030 คน ที่จะส่งคนที่ถูกคัดในอันดับต้นๆ เข้าร่วมก่อน ในส่วนของรัฐบาลจะเปิดให้มานั่งแทนสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ ส่วนกรรมการสรรหา สปช.ทั้ง 77 คน จะจัดเวทีสมทบให้

กางปฏิทินการทำงานหลังเปิดประชุมนัดแรกในวันที่ 21 ต.ค. สปช.มีหน้าที่สำคัญในการตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะตั้งได้ภายในวันที่ 4 พ.ย.นี้ จากนั้นมีเวลาเพียง 2 เดือนในวางกรอบ ซึ่งมีเวลาเขียนรัฐธรรมนูญ 4 เดือน รวมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 6 เดือน โดยสรุปเบื้องต้นคาดว่า ราวปลายเดือน ก.ย. หรือต้น ต.ค. 2558 รัฐธรรมนูญอาจจะประกาศใช้ได้ ขั้นตอนต่อไปคือ การจัดทำกฎหมายลูกก่อนการเลือกตั้ง

“ส่วนการลงประชามติเป็นเรื่องซับซ้อนต้องใช้เวลานาน โดยรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ใช้ไม่ได้ระบุให้มีการลงประชามติ แต่หากเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ลงประชามติก็ไม่ขัดข้อง ทั้งนี้เหตุผลที่ไม่เขียนกระบวนการลงประชามติลงในรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพราะต้องการหยุดดูสถานการณ์ หากเป็นสิ่งมีประโยชน์ก็จะเขียน แต่ถ้าเขียนแล้วไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ก็ไม่ต้องเขียนลง และเรื่องนี้ถือว่าเร็วไปที่จะนำมาพูด โดยสุดท้ายก็ต้องฟังเสียงประชาชนต้องการอย่างไร” วิษณุ กล่าว

รองนายกฯ กล่าวเสริมว่า โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งถกเถียงเพื่อหาทางออกให้กับประเทศได้วางกรอบไว้ 10 ด้าน ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 อาทิ วางมาตรการสำหรับป้องกันการคดโกงการเลือกตั้ง ห้ามมีประชานิยมแบบไม่พึงปรารถนา แต่ไม่ได้ห้ามประชานิยม และข้อสุดท้ายที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาเองว่าองค์กรอิสระที่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเดิม มีความจำเป็นหรือไม่ หากไม่จำเป็นก็ยุบ หรือหากจำเป็นน้อยลงก็ลดอำนาจเสีย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องวิธีการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น สส. สว. หรือนายกรัฐมนตรี เช่น อนาคตหากนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่หากนายกฯ กระทำผิดใครจะเป็นผู้ถอดถอน เพราะเดิมเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่หากให้ 20 ล้านคน เลือกนายกฯ โดยตรง ต้องถามต่อว่ารัฐสภาจะเอาอำนาจากไหนถอดถอน แต่ละเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหามานาน จึงหวังให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้วางโครงสร้างอำนาจ เพื่อออกจากปัญหาเหล่านี้ และรัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องเขียนให้ละเอียดรอบคอบ เพราะจะเป็นทางหนึ่งในการสกัดกั้นความไม่ปรองดอง

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน