posttoday
"มิติใหม่ของภาคการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน"

"มิติใหม่ของภาคการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน"

17 ตุลาคม 2557

ในงานสัมมนาวิชาการปีที่แล้ว เราได้วิเคราะห์และพยายามตอบโจทย์เกี่ยวกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลงอย่างชัดเจนในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหมj

ในงานสัมมนาวิชาการปีที่แล้ว เราได้วิเคราะห์และพยายามตอบโจทย์เกี่ยวกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลงอย่างชัดเจนในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหมj

โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจและส่งผลโดยตรงต่อระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ปีนี้จะเน้นเรื่องบทบาทของภาคการเงินในการที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปสู่มิติใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ประสบการณ์ในหลายๆ ประเทศ ชี้ให้เห็นว่าภาคการเงินมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ขนาดของภาคการเงินมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับรายได้ต่อหัวของแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทพื้นฐานของภาคการเงินในการรองรับการทำธุรกรรมต่างๆ การกู้ยืม การออม และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบต่อประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ

งานศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าระดับการพัฒนาของภาคการเงินที่สูงขึ้นนั้น มีส่วนช่วยในการขยายตัวของเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่ผ่านการสะสมทุนแต่ยังช่วยให้ประสิทธิภาพในการผลิตปรับตัวสูงขึ้นด้วย ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการเริ่มก่อตั้งกิจการ ช่วยให้ผู้ประกอบการลงทุนและขยายขนาดกิจการตามศักยภาพที่แท้จริง การสร้างและพัฒนานวัตกรรม

ขณะเดียวกันภาคการเงินยังมีบทบาทในการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีรายได้ต่ำ โดยนอกจากผลโดยตรงที่มาจากการลดข้อจำกัดทางการเงิน เช่น การเพิ่มความสามารถในการเปิดกิจการใหม่และการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น ประชาชนในกลุ่มนี้ยังอาจได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ที่มาควบคู่กับการพัฒนาระบบการเงิน ซึ่งสร้างโอกาสให้แรงงานนอกระบบย้ายเข้ามาทำงานในระบบ

กล่าวคือ ภาคการเงินที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่จะเป็นผลดีต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงได้ด้วย

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบการเงินไม่ได้หมายความว่ายิ่งพัฒนามากยิ่งดีเสมอไป แต่การพัฒนานั้นต้องไม่ละเลยมิติของความยั่งยืน วิกฤตเศรษฐกิจการเงินที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรทุนที่เกินพอดี ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะสั้น แต่บั่นทอนศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย

ยกตัวอย่างกรณีของสหรัฐที่เป็นศูนย์กลางของวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกในปี 2551 มีรายได้ ณ สิ้นปี 2556 หรือ 5 ปีให้หลังการเกิดวิกฤต อยู่ต่ำกว่าระดับรายได้ที่ควรจะเป็นตามแนวโน้มเดิมถึง 13% หากเทียบเคียงกับกรณีประเทศไทย 5 ปีหลังจากวิกฤตปี 2540 ระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยอยู่ต่ำกว่าแนวโน้มก่อนหน้าประมาณ 22% การสูญเสียรายได้ของประเทศขนาดนี้ เป็นต้นทุนมหาศาลของความล้มเหลวในการรักษาความยั่งยืนของเสถียรภาพระบบการเงิน

การดูแลภาคการเงินจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพเพื่อนำไปสู่ความพอดีของภาคการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและละเอียดอ่อน

ดังเช่นในกรณีของประเทศไทยที่ยังมีช่องว่างมากในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยผลสำรวจในปี 2556 ชี้ให้เห็นว่ามีเพียง 41% ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านราย ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ เช่นเดียวกันกับภาคครัวเรือนที่เข้าถึงบริการด้านสินเชื่อจากภาคการเงินได้ไม่ถึง 40%

แต่ในขณะเดียวกันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 83% กำลังเป็นที่จับตากันว่าจะสะท้อนความเปราะบางทางการเงินมากน้อยเพียงใด

ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการพัฒนาเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสถียรภาพของระบบการเงินไทยมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการและเครื่องมือที่หลากหลาย สำหรับแนวทางในการกำหนดนโยบาย ผมอยากเน้นเป้าประสงค์ 5 ประการด้วยกันที่สามารถยึดถือเป็นหลักในการพัฒนาและดูแลภาคการเงิน ซึ่งประกอบด้วย ความลึก ความกว้าง ความทั่วถึง ความยุติธรรม และความยั่งยืน

หากพิจารณาในองค์รวมจะเห็นได้ว่าแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมามุ่งที่จะบรรลุเป้าประสงค์เหล่านี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการแข่งขัน การผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบอีเปย์เมนท์ (epayment) การผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนของภาคเอกชนไทยในต่างประเทศ หรือการส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงินของประชาชน ต่างกันเพียงการให้น้ำหนักระหว่างเป้าประสงค์ในแต่ละมิติ ซึ่งจำเป็นต้องแปรผันตามบริบทของเศรษฐกิจและสังคม และเป็นโจทย์ที่สำคัญของผู้ดำเนินนโยบาย

ยกตัวอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้ว มิติด้านความลึก กว้าง และทั่วถึงมักจะอยู่ในระดับที่ดี การให้น้ำหนักจึงค่อนไปทางความยุติธรรมและความยั่งยืนมากกว่า ดังเช่น ในกรณีของวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ที่สะท้อนปัญหาด้านความมั่นคงของระบบการเงิน รวมทั้งความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การพัฒนาระบบการเงินจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่าง ความลึก ความกว้าง ความทั่วถึง ความยุติธรรม และความยั่งยืน อยู่เสมอ โดยไม่โน้มไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปจนละเลยด้านอื่นๆ

ในการบรรลุเป้าหมายนี้ ผมอยากเน้นความท้าทายประการหนึ่งที่ยากเป็นพิเศษ

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ จำเป็นต้องประกาศเรียกคืนรถที่จำหน่ายไปแล้วถึง 27 ล้านคัน ส่วนใหญ่เพื่อให้กลับเข้ามาแก้ไขสวิตช์สตาร์ทเครื่องที่ขัดข้องและก่อให้เกิดอุบัติเหตุไปแล้วหลายครั้ง โดยมีทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งนำมาสู่การสอบสวนของรัฐสภาสหรัฐ รวมทั้งคดีฟ้องร้องหลายร้อยคดี ล่าสุด บริษัท จีเอ็ม ได้เผยแพร่ผลจากการตรวจสอบภายในอย่างละเอียด ถึงสำเหตุที่ทำไมจีเอ็มจึงไม่ได้มีการเรียกคืนก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่ได้มีรายงานเกี่ยวกับปัญหาสืบเนื่องมาจากตัวสวิตช์สตาร์ทเครื่องมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2544

รายงานผลตรวจสอบภายในดังกล่าว ได้โยงความผิดพลาดโดยรวมไว้ที่วัฒนธรรมการทำงานภายในองค์กรที่เน้นความรับผิดชอบในวงแคบๆ ในแต่ละชั้นของสายการบังคับบัญชา จนในที่สุดการตัดสินใจภายในบริษัทในภาพรวมไม่มี “เจ้าของ” (Ownership) ที่ชัดเจน

ประธานบริหารคนใหม่ของจีเอ็มที่เพิ่งรับตำแหน่งในต้นปีนี้ได้อธิบายว่า มีบางหน่วยงานในบริษัทที่ได้รับรู้ถึงกรณีการขัดข้องที่เกี่ยวเนื่องกับชิ้นส่วนนี้ แต่มองว่าเป็นปัญหาด้านความพึงพอใจของลูกค้า

ความล้มเหลวในภาพรวม คือ การที่ไม่ได้มีใครเข้าใจและรับรู้ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาด้านความปลอดภัย วิธีการทำงานในองค์กรทำให้มองรถยนต์ที่บริษัทผลิตเป็นแค่ส่วนประกอบของชิ้นส่วน 3 หมื่นชิ้นแทนที่จะเป็นรถยนต์คันหนึ่ง ที่มีการเชื่อมโยงของชิ้นส่วนต่างๆ เชิงระบบ ที่นับวันจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ความท้าทายในการดูแลระบบการเงินที่ควรเน้นก็คือ การเข้าใจความเชื่อมโยงเชิงระบบระหว่างแต่ละองค์ประกอบของภาคการเงินนั่นเอง ระบบเศรษฐกิจการเงินปัจจุบันเป็นระบบที่มีความซับซ้อนเชิงพลวัต ที่ไม่อาจจะคาดเดาพลวัตของระบบได้จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลง หรือพฤติกรรมของแต่ละองค์ประกอบโดยลำพัง

ในการรักษาเสถียรภาพและการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของระบบการเงิน จึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความเชื่อมโยง ระหว่างสถาบันการเงินแต่ละประเภท ระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ประกอบการและประชาชน ระหว่างระบบสถาบันการเงินกับตลาดเงินและตลาดทุน ระหว่างภาคการเงินในประเทศกับนอกประเทศ รวมทั้งระหว่างเครื่องมือนโยบายต่างๆ ภายใต้ผู้กำกับดูแลภาคการเงินที่หลากหลาย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน