
ความสำคัญของมาตรฐานอุตสาหกรรม
ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาของกระทรวงการต่างประเทศ จัดโดยกรมเอเชียตะวันออก อธิบดี ดำรงค์ ใคร่ครวญ มือดีอีกคนของบัวแก้ว ที่เคยร่วมงานกันมาในอดีต เพื่อศึกษาประมวลความรู้ในการหาท่าทีในการทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเกาหลีใต้
ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาของกระทรวงการต่างประเทศ จัดโดยกรมเอเชียตะวันออก อธิบดี ดำรงค์ ใคร่ครวญ มือดีอีกคนของบัวแก้ว ที่เคยร่วมงานกันมาในอดีต เพื่อศึกษาประมวลความรู้ในการหาท่าทีในการทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเกาหลีใต้
ข้อมูลที่น่าสนใจพิเศษมาจากคุณยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย
ค่าจ้างเย็บผ้าของคนงานทำเสื้อสำเร็จรูปของเกาหลี (คนไทยเรียกเย็บเสื้อโหล) สูงมากทีเดียว จนไม่น่าเชื่อว่าค่าจ้างตัดเย็บเฉลี่ย 1,400 บาท/วัน หรือทำงาน 22 วัน/เดือน แบบมนุษย์เงินเดือน เท่ากับได้เท่าเงินเดือน เดือนละ 3 หมื่นบาท เป็นอัตราแรกเริ่มของคนไร้ฝีมือ
ถ้ามีฝีมือบ้าง คือ ทำงานเย็บผ้ามาได้สัก 3 ปี จะได้เพิ่มเป็น 4 หมื่นบาท/เดือน ประสบการณ์ถึง 6 ปี จะได้เพิ่มเป็น 6 หมื่นบาท/เดือน และถ้าทำจน เชี่ยวชาญขนาด 10 ปี ก็รับไปเลย 8 หมื่นบาท/เดือน
นี่เย็บผ้านะครับ...ไม่ใช่ออกแบบผ้า ออกแบบลายผ้า
อายุเฉลี่ยของสาวเย็บผ้าของเกาหลี คือ 50 ปีขึ้นไป เพราะเขาก็มีเด็กเกิดใหม่น้อยลงมานาน พอๆ กับญี่ปุ่น จึงไม่มีแรงงานใหม่ๆ เข้ามาทดแทนคนใกล้เกษียณ
อายุเฉลี่ยของสาวฉันทนาไทยเวลานี้คือ 38 ปี เพราะเราก็มีปัญหาในการหาสาวๆ มาเข้าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามาหลายปีแล้ว หลายกิจการจึงย้ายไปอยู่กัมพูชาและพม่ากัน
ค่าแรงฉันทนาไทยอยู่ที่ 300 บาท บวกเล็กน้อยต่อวัน ดังนั้นเสื้อผ้าไทยจึงน่าจะชนะตลาดเกาหลีเด็ดขาด ใช่มั้ยครับ
ผิด...เสื้อผ้าเกาหลีส่งออกได้ด้วยปริมาณที่มากกว่าเสื้อผ้าไทย...และได้ราคาต่อหน่วยสูงกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยมากเลยครับ
คุณยุทธนา เปิดเผยว่า เสื้อผ้าส่งออกของไทย ทั้งที่แพลทินัม ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ จำนวนมากรับมาจากเกาหลีอีกต่างหาก! แพงกว่าเสื้อผ้าไทยใช่มั้ย?...ใช่ครับ...แต่ขายดีไม่แพ้กัน
จริงอยู่ว่า ตลาดเสื้อผ้านั้นมีหลายระดับ ทั้งตลาดล่าง กลาง และบน
แล้วที่เราผลิตส่งกันเป็นกุรุสๆ เย็บกันตาแฉะ จมูกบู้บี้ เพราะกลิ่นผ้าใหม่ มีสารเคมีแรงกับเกร็งปลายนิ้วเพื่อให้ฝีจักรตรงหรือโค้งตามแบบจนนิ้วจะล็อกอยู่แล้ว
ทำไมเราจึงไม่สามารถขยับขึ้นไปทำเสื้อผ้าระดับสูงๆ บ้างอย่างเกาหลี คำตอบไม่ได้อยู่แค่การมีคนออกแบบแฟชั่นมากพอ...แล้วหวังว่านั่นจะตอบคำถามข้างต้นได้ด้วยตัวมันเอง
เคล็ดลับของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเกาหลี อยู่ที่เขาเป็นผู้พัฒนาเครื่องจักรที่ใช้ทดสอบมาตรฐานของสินค้าครับ...อ่านให้ดี...ไม่ใช่เครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้านะครับ...แต่เป็นเครื่องจักรเพื่อทดสอบมาตรฐานต่างหาก
เกาหลีอ่านอนาคตไว้ล่วงหน้าเมื่อนานมาแล้วว่า ...ถ้าจะควบคุมโอกาสและคุณค่าของสินค้าของตัว...ต้องลงทุนในด้านมาตรฐาน ขีดเส้นใต้ไว้เลย
เกาหลีจึงเป็นประเทศที่ออกประกาศมาตรฐานที่ตัวเองค้นคว้ามาบังคับใช้กับสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออก
ข้อมูลถึงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประกาศกำหนดหรือแสดงมาตรฐานอุตสาหกรรมเอาไว้ที่ 2,979 รายการ ออสเตรเลียซึ่งขายสินค้าประเภท สินแร่ และเนื้อ นม ปศุสัตว์ เป็นหลัก ยังมีมาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศถึง 6,953 รายการ ญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตสินค้าหลากหลาย จึงมีมาตรฐานอุตสาหกรรมประกาศใช้ถึง 13,978 รายการ
เกาหลีคลั่งไคล้มาตรฐานมาก จึงสร้างขึ้นมาถึง 23,622 รายการ ทีนี้จะแบรนด์เนมไหนในโลก อยากสร้างมาตรฐานสินค้าของตัวเองก็กำหนดให้ผู้รับจ้างผลิตให้ทำตาม เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
แต่ถ้าออกมาตรฐานไว้แล้วไม่มีอุปกรณ์ทดสอบมาตรฐาน ก็ควบคุมมาตรฐานไม่อยู่ จึงต้องสั่งซื้อเครื่องพวกนี้มาใช้...ซื้อจากใคร...ก็เกาหลีไง
ทีนี้พอเกาหลีเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรทดสอบมาตรฐานได้มาก แกก็มีหน่วยวิจัยเพื่อค้นคว้าวิธีผลิตเส้นใย ผลิตวัตถุดิบต่างๆ ให้สามารถผ่านการทดสอบได้ดีกว่าพวกที่อยากขายวัตถุที่ยังไม่ได้ผ่านการพัฒนา
คราวนี้ก็จบกัน...เพราะเกาหลีคุมความรู้และความต้องการของตลาดได้ตั้งแต่ต้น ด้วยคำว่า “คุณภาพของมาตรฐาน” ดังนั้นแกจึงมีฟิตติ้งกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ ที่มีมาตรฐาน
คนเลยลักลอบซื้อของแบรนด์เนมเกรด A นั้นจะรู้ว่า ถ้าของเกาหลีผลิตจะดูแทบไม่ออกว่าแท้หรือเทียมแบรนด์ดัง เพราะของแท้ที่ใช้กันนั้นก็อ้างอิงมาตรฐานที่เครื่องจักรเกาหลีทำให้ทดสอบนั่นแหละ
เราถึงได้ผลิตได้เยอะ แต่ขายในราคาที่ยังแพงไม่ได้อยู่นั่นแหละ นอกจากจะนำเข้าเส้นใยและวัตถุดิบมาประกอบเข้าหากันเพื่อส่งออกกินส่วนต่างค่าแรงเท่านั้น







