
ศักดินาประชาธิปไตย
....ทวี สุรฤทธกุล
พรุ่งนี้วันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย. 2553 ชาวกรุงเทพมหานครในหลายๆ เขตจะต้องไปเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกตั้งในระดับ
“เล็กและล่างสุด”ถ้าประชาธิปไตยแปลว่า
“การเลือกตั้ง” ประชาธิปไตยในประเทศไทยก็มีหลายระดับ อย่างน้อยที่เรารู้จักก็มี 2 ระดับ คือ ระดับชาติกับระดับท้องถิ่น ทั้งนี้ในแต่ละระดับก็มีจะการเลือกตั้งสมาชิกในแต่ละประเภทยิบย่อยแยกออกไปอีก อย่างในระดับชาติก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา (ซึ่งก็มีแยกเป็นแบบสรรหาและแบบเลือกตั้ง) หรือในระดับท้องถิ่นก็จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของหน่วยการปกครอง ตั้งแต่เทศบาล อบจ. อบต. กระทั่งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน หรืออย่างกรุงเทพมหานครก็จะมีตั้งแต่ผู้ว่าราชการ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ถึงสมาชิกสภาเขต ลงมาตามลำดับระดับการเลือกตั้งนี้อาจจะสะท้อน
“ความเป็นศักดินา” ของประชาธิปไตยในประเทศไทยได้พอสมควร อย่างน้อยก็ในจิตใจของคนไทยที่ไปเลือกตั้งเชื่อหรือไม่ว่าคนในเมืองอย่างชาวกรุงเทพฯ นี่แหละที่มีเปอร์เซ็นต์ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
“ต่ำมาก” และถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับเล็กๆ อย่างสมาชิกสภาเขตนี้ยิ่งไปใช้สิทธิน้อยมาก ในขณะที่ในต่างจังหวัดกลับมีผู้ไปใช้สิทธิในแต่ละระดับเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่า และยิ่งเป็นระดับเล็กๆ อย่างการเลือกตั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านด้วยแล้ว ก็แทบจะออกไปเลือกกันทั้งหมู่บ้านก็มีข้อครหาว่า คนในชนบทที่ไปเลือกตั้งกันมากเพราะมี
“สิ่งจูงใจ” มากกว่า ในขณะที่คนในเมืองถือตนว่า “ฉลาด” เห็นว่าการเลือกตั้งไม่ค่อยมีประโยชน์ “เลือกไปก็เท่านั้น” จึงทำเย่อหยิ่ง หันหลังให้คูหาเลือกตั้ง แถมบางทียังถากถางว่าคนในชนบท “ถูกจูงจมูก”นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า
“ศักดินาประชาธิปไตย” คือการแบ่งแยกกันและกันในการเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่จะแบ่งแยกระหว่างความเป็นเมืองกับชนบทแล้ว กับแบ่งแยกอีกว่า การเลือกตั้งอะไรที่สำคัญหรือไม่สำคัญ โดยพิจารณาจากสิ่งที่ตนเองจะได้รับตอบแทนอย่างนี้อาจจะเรียกประชาธิปไตยของไทยว่า
“ประชาธิปไตยต่างตอบแทน” ก็ได้คนที่เรียนวิชารัฐศาสตร์หรือมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเมืองการปกครองไทยมาบ้าง อาจจะทราบมาก่อนแล้วว่าผู้นำไทย
“ลอกเลียน” การเมืองแบบประชาธิปไตยนี้มาจากชาติตะวันตก ที่ผู้เขียนเรียกว่า “Import Democracy” แล้วพยายามที่จะดัดแปลงให้เหมาะสมกับคนไทยมากว่า 70 ปี อย่างที่อดีตประธานรัฐสภาท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า “เอารถโรลส์รอยซ์มาใช้เป็นรถอีแต๋น” ถ้าจะแปลความตามคำพูดของท่านก็พอจะอุปนัยได้ว่า ประชาธิปไตยตะวันตกอาจจะไม่เหมาะกับคนไทยเท่าใดนัก ดังนั้นผู้นำไทยจึง “ถอดชิ้นส่วน” มาใช้เพียงบางชิ้นเท่านั้นประชาธิปไตยของไทยจึงดูหรูหราจากภายนอก แต่พอนำมาใช้งานก็ได้แค่วิ่งถูลู่ถูกังไปอย่างทุลักทุเล เพราะเจออุบัติเหตุบ่อยครั้ง คือมักจะมีการรัฐประหารอยู่เป็นระยะๆ
ผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่สังคมยกย่องว่า คนที่มีความรู้สูงๆ คือ
“คนเก่ง” และถ้าจะเก่งจริงๆ ก็ต้องจบการศึกษามาจากต่างประเทศ แต่พอมาถึงมัชฌิมวัย (คำหรูๆ ของวัยกลางคน) ในทุกวันนี้ กลับมีกระแสถึง “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ซึ่งนิยมว่าคนเก๋ๆ ในสังคมจะต้อง “เข้าถึงชาวบ้าน” รวมทั้งนักการเมืองก็พยายามเข้าหาชาวบ้านและยิ่งชิงกันออกมาทำสงครามที่กลางเมืองหลวงเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และพยายามเรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆประชาธิปไตยถ้ามีการแยกประเภทไปตามภูมิประเทศและชนชาติแบบนี้ อีกหน่อยก็จะถูกเรียกขานว่า
“ประชาธิปไตยหลายมาตรฐาน” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะความจริงนั้นแม้ว่าประชาธิปไตยจะมีรูปแบบหรือประเภทต่างๆ แตกต่างกัน แต่ก็มีมาตรฐานเดียวคือ “การปกครองเพื่อประชาชน”ไม่เชื่อก็ไปถามประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์อย่างจีนหรือลาวดูก็ได้ ว่าทำไมเขาจึงใช้ชื่อประเทศของเขาว่า
“สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน”ทั้งนี้ ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นเขาไม่ได้เน้นทั้งเนื้อหาและรูปแบบ แต่เขาเน้นที่
“เป้าหมาย” ดังนี้ที่อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวไว้ว่าประชาธิปไตยคือ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” จึงถูกที่สุดเพียงท่อนสุดท้ายที่ว่า “เพื่อประชาชน” เท่านั้นสมัยหนึ่งนักกู้ชาติที่ประกาศอิสรภาพจากเมืองแม่มักจะชอบโอ้อวดว่า จะสร้างชาติให้เป็นประชาธิปไตย เอาเข้าจริงก็เป็นประชาธิปไตยในร่างเผด็จการ ซึ่งท่านผู้นำเหล่านั้นเรียกว่า
“ประชาธิปไตยแบบมีผู้ชี้นำ Leading Democracy” หรือ “ประชาธิปไตยแบบมีการชี้นำ–Guided Democracy” รวมทั้งในชาติคอมมิวนิสต์ เช่น ในรัสเซียและจีนก็เรียกประชาธิปไตยของตนเองว่า “ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์–Centralized Democracy”ประเทศไทยก็ในทำนองเดียวกัน แม้ภายหลังที่มีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ที่สังคมไทยขานรับว่าเป็น
“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” แล้วก็คาดหวังกันว่าจะสามารถสร้างประชาธิปไตยภาคประชาชนขึ้นมาแทนที่ประชาธิปไตยโดยชนชั้นนำอย่างที่เป็นมาในอดีต แต่เราก็ไม่อาจพ้นข้ามมันไปได้ แถมยังเจอ “อภิมหาผู้นำ” ที่สร้างประชาธิปไตยแบบใหม่ ที่อาจจะเรียกตามชื่อภาพยนตร์จีนได้ว่า “ประชาธิปไตยของข้าใครอย่าแตะ” ทั้งยังมอมเมาประชาชนว่าถ้าอยากมีกินมีใช้เหมือนสมัยที่เขายังมีอำนาจ ก็ช่วยโค่นล้มรัฐบาลนายกฯ รูปหล่อนี้เสียประชาธิปไตยถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองมาโดยตลอดในหลายๆ ประเทศ ซึ่งก็น่าสงสารประชาชนของประเทศเหล่านี้ที่ถูกมอมเมาด้วยแนวคิดและความเชื่อผิดๆ สุดท้ายประชาธิปไตยก็ถูก
“ป้ายสี” ให้ผิดพลาดหม่นหมองไปด้วยขอปิดท้ายด้วยประชาธิปไตยในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า
“ประชาธิปไตยในรัฐสภา” อย่างที่เห็นท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติได้แสดงบทบาทไปเมื่อวันก่อน ก็ยิ่งพิสูจน์ย้ำว่าแท้จริงแล้วประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ถ้าพิจารณาเสรีภาพในการ “ก่นด่า” กันและกันอย่างไรก็ตาม ถ้าจะใช้คุณภาพของรัฐสภาจัดลำดับความเป็นประชาธิปไตย โดยพิจารณาจาก
“การทำงานเพื่อประชาชน” ก็คงไม่มีความเป็นประชาธิปไตยให้เห็น ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่อาจแยกแยะ “ศักดินาประชาธิปไตย” ระหว่างนักการเมืองทั้งหลายได้กล่าวโดยสรุปก็คือ นักการเมืองไทยนั้นมีความเท่าเทียมกันและมีมาตรฐานเดียว คือ
“ไร้คุณภาพและไม่มีมาตรฐาน” นั่นเอง! n






