posttoday
รัฐบาลหวังฟื้นการบริโภคต้องแก้หนี้นอกระบบ

รัฐบาลหวังฟื้นการบริโภคต้องแก้หนี้นอกระบบ

10 ตุลาคม 2557

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้จาก 2.5% เหลือ 1.5% และในปี 2558 ลดการเติบโตจีดีพีเหลือ 3.5% จากคาดการณ์เดิม 4.5%

อัตราดังกล่าวถือเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียน เป็นผลมาจากการบริโภคในประเทศยังฟื้นตัวช้าแม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา 4 หมื่นล้านบาท ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจใน 3 เดือนสุดท้ายของปีได้เพียง 0.78% เท่านั้น เนื่องจากหนี้ครัวเรือนไทยยังสูงมากกว่า 80% ของจีดีพี ขณะที่การลงทุนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ที่ 1.5%

"ในปีหน้าหากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ 1.4 แสนล้านบาท ถูกอัดฉีดเข้ามาในตลาดได้หมดจะดันจีดีพีได้ราว 1.49% แต่หากเบิกจ่ายได้ต่ำกว่า 80% เศรษฐกิจเสี่ยงจะขยายตัวต่ำ อย่างไรก็ดีเวิลด์แบงก์จะปรับประมาณการเศรษฐกิจเฉพาะสาขาของไทยอีกครั้งในปลายปีนี้" นายอูลริค กล่าว

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ามาก แม้รัฐบาลเร่งอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 3.4 แสนล้านบาท , การจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา 3.4 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นเงิน 4 หมื่นล้านบาท ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างที่คาด ล่าสุดกระทรวงการคลัง ยอมปรับลดคาดการณ์จีดีพีเหลือ 1.7 % จากที่เคยยืนอยู่ที่ระดับ 1.5 2 % ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักหั่น จีดีพี ปีนี้เหลือ 1.5 % ไปแล้วเนื่องจากความฝืดเคืองของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมายาวนาน ประกอบการทำนโยบายประชานิยมแบบผิดๆ ของรัฐบาลชุดก่อนๆ เช่น โครงการรถคันแรก ทำให้ประชาชนระดับกลางและล่างหลงเข้าไปติดกับกับดักหนี้อีกเป็นแสนล้านบาท การค้างจ่ายเงินรับจำนำข้าวกว่า 9 หมื่นล้านบาทนานข้ามปี ยิ่งทำให้คนระดับรากหญ้าชาวนาคนที่มีหนี้เกินตัวต้องไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลต่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยและหนี้นอกระบบพุ่งสูงขึ้นจนน่าวิตก

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานยอดหนี้หนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 ของปี 2557 พบว่า มียอดรวมกว่า 10.03 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 83.49% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) เพิ่มความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภคมากขึ้น จนยอดอนุมัติสินเชื่อกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินต้องวิ่งโร่ไปหาเจ้าหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น

กับดักสภาพหนี้ทำให้รัฐบาลฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่ก็ไม่เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบ เพราะประชาชนต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน การแก้ไขปัญหาหนี้ที่รัฐบาลต้องการทำนี้ ต้องไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกเหมือนรัฐบาลก่อนๆ ที่เคยทำโครงการแก้หนี้นอกระบบมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปี 2547 และ 2553 แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

หากลองวิเคราะห์ข้อมูลการแก้หนี้นอกระบบในปี 2553 พบว่ากระทรวงมหาดไทยตั้งโต๊ะเจรจาเจ้าหนี้ลูกหนี้ มีคนเข้าโครงการนี้กว่า 7.5 แสนราย สามารถยุติเรื่องได้ 7.4 แสนราย คิดเป็น 97.97% ในจำนวนนี้มีลูกหนี้ที่ต้องการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน 3.93 แสนราย แต่ปรากฏว่ามีลูกหนี้ที่แบงก์ยอมปล่อยกู้เพียง 2.23 แสนรายเท่านั้น ที่เหลือเป็นลูกหนี้ที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ แต่ลูกหนี้หาหลักประกันไม่ได้ 4.93 หมื่นราย และกลุ่มที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ให้มีกว่า 8.32 หมื่นราย และลูกหนี้ขอถอนเรื่องกับธนาคาร จำนวน 3.72 หมื่นราย ทั้งนี้ยังคงเหลือลูกหนี้ที่ธนาคารยังไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกกว่า 1.2 แสนราย คิดเป็น 23.40% ของจำนวนลูกหนี้ประสงค์ขอสินเชื่อกับธนาคาร

นั่นเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ช่วยคนให้เข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 30% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การปล่อยกู้ให้คน 2.23 แสนราย จากที่เข้าโครงการทั้งหมด 7.5 แสนราย คนที่ได้สินเชื่อทั้งหมดจะหลุดพ้นจากปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งถือเป็นอีกจุดบอดของโครงการนี้ ที่ไม่ติดตามประเมินผลว่าคนที่ได้สินเชื่อแล้วมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร แล้วคนที่ไม่ได้สินเชื่อหาทางออกกับปัญหาหนี้สินอย่างไร

ล่าสุดที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557 มีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ คือ การแก้ไขปัญหาที่สาเหตุทั้งด้านสินเชื่อและศักยภาพการหารายได้ โดยจะให้องค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็ง 47 แห่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสินที่เปิดรับปรึกษาหนี้นอกระบบทุกสาขา ล่าสุดมีลูกหนี้เข้าปรึกษากว่า 1,000 ราย และปล่อยกู้ผ่านโครงการธนาคารประชาชนไปแล้วหลายร้อยราย

ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมเงิน 1 หมื่นล้านบาท แก้หนี้นอกระบบให้เกษตรกร ปล่อยกู้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ตั้งเป้าหมายปล่อยกู้ได้ 1.5 แสนราย ดอกเบี้ย 12% ต่อปี รวมถึงให้ลูกหลานเกษตรกรที่มีประวัติชำระหนี้ ที่ต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 1,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ย 12% เท่ากับธนาคารประชาชน โดยมีเงื่อนไขว่าคนที่เข้าโครงการต้องยอมเข้าอบรมและฟื้นฟูอาชีพเพื่อให้ลูกหนี้มีศักยภาพในการหารายได้และป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก

ฟากกระทรวงมหาดไทยสั่งศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาหนี้สินภาคประชาชนทั้งในและนอกระบบ และเตรียมคณะอนุกรรมการภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังหรือรองปลัดที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ได้แก่ คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจำจังหวัด จะมีสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ ระหว่างเจ้าหนี้นอกระบบและลูกหนี้ รวมถึงการพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อ สำหรับการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้

ฟันธงได้เลยว่าโมเดลแก้หนี้นอกระบบครั้งนี้ ก็จะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเคย สำเร็จอย่างยั่งยืนตามที่พูดไว้ เพราะรูปแบบการแก้ปัญหาใช้วิธีการแบบเดิมๆ การที่ลูกหนี้ไปกู้นอกระบบเนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีหลักประกัน ดังนั้นการดึงแบงก์รัฐมาปล่อยกู้ โดยที่รัฐไม่ช่วยชดเชยความเสียหาย ทำให้การวิเคราะห์สินเชื่อของแบงก์รัฐต้องคิดหลักประกันไม่ต่างกับการปล่อยสินเชื่อทั่วไป สุดท้ายลูกหนี้ที่มาขึ้นทะเบียนก็จะถูกแบงก์รัฐปฏิเสธการให้กู้เหมือนโครงการก่อนๆ อยู่ดี

ขณะที่การทำงานของกระทรวงมหาดไทยผ่านศูนย์ดำรงธรรม ยังไม่มีความคืบหน้า คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้งขึ้นก็ใหญ่อลังการเกินกว่าจะมาทำงานเล็กๆ ระดับรากหญ้าได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ทางแก้หนี้นอกระบบที่คาดว่าจะเห็นผล คือ รัฐบาลต้องกล้าจ่ายเงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้แบงก์รัฐที่เข้าโครงการนี้เพื่อให้แบงก์กล้าปล่อยกู้แบบไม่ยึดอิงที่หลักประกันจนเกินไป หรือการเร่งสร้างธนาคารชุมชนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่พันแห่ง ซึ่งมีหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จ เพราะการนำคนในชุมชนเข้ามาบริหารจัดการรับฝากและปล่อยกู้ จะรู้ข้อมูลลูกหนี้ทุกคนว่าทำมาหากินอะไร ขยัน อดออม ขี้เหล้าเมายา ตีไก่หรือไม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเฉพาะในการให้กู้แก่คนระดับรากหญ้า ชาวนา ชาวไร่ได้เป็นอย่างดี

ขณะที่มาตรการที่กำลังจะออกมาสมทบอีกเร็วนี้คือ การจัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.) ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังเสนอให้ สมหมาย ภาษี รมว.คลังเห็นชอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยผ่านรูปแบบของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งจะแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและไม่มีหลักประกัน รวมถึงป้องกันปัญหาหนี้นอกระบบของประเทศ โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน36% ต่อปี

ซึ่งวิธีการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วมากกว่า อย่าไปเสียเวลากับแก้ปัญหาหนี้นอกระบบแบบเดิมๆ อยู่อีกเลย เพราะจะสิ้นเปลืองทั้งเวลาและงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปเปล่าๆ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI