
การเมืองเรื่อง"ฮ่องกง" จุดชนวนปฏิรูป"จีน"?
สถานการณ์การชุมนุมประท้วงของนักศึกษาจำนวนมากในฮ่องกง ที่เรียกว่า กลุ่ม Occupy Central ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงอย่างเสรีประชาธิปไตย เป็นการท้าทายอำนาจของรัฐบาลจีนอย่างไม่เกรงกลัวว่า “ปักกิ่ง” อาจตัดสินใจใช้ความรุนแรงขั้นเด็ดขาดในการสลายผู้ชุมนุม แบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่นเดียวกับกรณี “เทียนอันเหมิน” ในปี 2532
สถานการณ์การชุมนุมประท้วงของนักศึกษาจำนวนมากในฮ่องกง ที่เรียกว่า กลุ่ม Occupy Central ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงอย่างเสรีประชาธิปไตย เป็นการท้าทายอำนาจของรัฐบาลจีนอย่างไม่เกรงกลัวว่า “ปักกิ่ง” อาจตัดสินใจใช้ความรุนแรงขั้นเด็ดขาดในการสลายผู้ชุมนุม แบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่นเดียวกับกรณี “เทียนอันเหมิน” ในปี 2532
ขณะเดียวกัน มีชาวฮ่องกงด้วยกันอีกกลุ่มหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้นำทางธุรกิจที่ร่ำรวย ออกมาต่อต้านกลุ่ม Occupy Central เพราะไม่อยากเห็นเศรษฐกิจฮ่องกงได้รับผลกระทบ
ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกงครั้งนี้ คือ ความแตกต่างจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น Arab Spring หรือ Occupy Wall Street หรือการประท้วงคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในไทย เพราะแม้ฮ่องกงจะเป็นของจีน แต่ชาวฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมานานถึง 150 ปี จึงมีระบบการปกครองที่แตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นการประท้วงครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของคนฮ่องกงเท่านั้น
นอกจากนั้น หลังจากอังกฤษสิ้นสุดสัญญาเช่าฮ่องกงจากจีน ในปี 2540 ก็ยังปรากฏข้อตกลงระหว่างจีนกับอังกฤษว่า ต่อไปจีนจะปกครองฮ่องกงแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า ฮ่องกงจะปกครองตนเองใน “ระบบทุนนิยม” ที่เป็นประชาธิปไตยไปอีก 50 ปี นับแต่ปีสิ้นสุดสัญญาเช่า แต่ “ปักกิ่ง” กลับประกาศว่า การเลือกผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงที่จะมีขึ้นในปี 2560 “ปักกิ่ง” จะคัดสรรบุคคลมาให้ชาวฮ่องกงเลือก 3 คน
ตรงนี้เองเป็นจุดที่ทำให้กลุ่ม Occupy Central รับไม่ได้ รวมทั้งยังคิดว่า จีนมีแนวโน้มที่จะเข้าครอบครองควบคุมฮ่องกง โดยจำกัดสิทธิและเสรีภาพและจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงกับอังกฤษ
ผมมองว่า สถานการณ์ Occupy Central ครั้งนี้ ทำให้จีนต้องคิดหนัก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะชี้อนาคตของจีน
เบื้องต้นเชื่อว่า จีนจะหลีกเลี่ยงการสลายผู้ชุมนุมประท้วงด้วยความรุนแรง เพราะในวันนี้จีนกำลังปฏิรูปประเทศครั้งใหม่ให้แข็งแรงขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ฉะนั้นความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการยอมรับจากนานาชาติด้วย หากจีนตัดสินใจใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนที่เชื่อมต่อกับโลก ย่อมจะไม่เป็นผลดีกับจีนอย่างแน่นอน
ความจริง ถ้านึกย้อนหลังกลับไป คนจีนในฮ่องกงส่วนใหญ่เป็น “จีนกวางตุ้ง” ที่มีพื้นฐานความคิดแตกต่างจากคน “จีนแผ่นดินใหญ่” เพราะอิทธิพลจากการปกครองของอังกฤษมาอย่างน้อย 3 เจเนอเรชั่น ได้ปลูกฝังแนวความคิดแบบตะวันตกให้คนฮ่องกง นอกจากนั้นชาวฮ่องกงรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ผูกพันกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ผูกพันกับท้องถิ่นซึ่งเป็นเพียงเขตบริหารพิเศษของจีนเท่านั้น
ดังนั้น คนฮ่องกงจึงต้องทำความเข้าใจเสียก่อน กับคำว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่จีนยอมผ่อนปรนให้มีระบบการปกครองแบบกึ่งประชาธิปไตยชั่วคราวเท่านั้น และไม่ใช่ “หนึ่งประเทศ สองสัญชาติ”
ส่วนผู้นำธุรกิจที่ร่ำรวยในฮ่องกง ได้สนับสนุนปักกิ่งมากกว่าพวกเดียวกัน อาจเป็นเพราะมองในมุมผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่า
คนรวยฮ่องกงออกไปลงทุนในต่างประเทศมานานแล้ว ส่วนใหญ่มีที่พักอาศัยอยู่นอกฮ่องกง เพื่อใช้เป็นภูมิลำเนาแห่งที่สองจำนวนมาก
ฮ่องกงมีความสำคัญ เพราะเป็นตัวทำเงิน ทำรายได้ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน จึงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่นานาชาติสบายใจที่จะเข้าไปลงทุน ทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ และใช้เป็นสะพานเชื่อมต่อเข้าไปค้าขายในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่สำคัญอังกฤษได้วางรากฐานของกฎเกณฑ์ ระเบียบและกฎหมายที่เป็นมาตรฐานสากลไว้อย่างดี
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากตั้งเป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับจีนในอนาคต คือ จีนควรใช้ระบบการปกครองแบบฮ่องกง หรือฮ่องกงควรใช้ระบบแบบจีนกันแน่
ถ้ามองในมุมเชิงระบบของเศรษฐกิจ “โมเดลของฮ่องกง” น่าจะทันสมัยกว่า เพราะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเข้าสู่โลกาภิวัตน์ได้ดีกว่า
หากมองในมุมการเมือง ที่ผู้บริหารอำนาจมาจากพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว จีนคงยอมให้ฮ่องกงมีระบบทุนนิยมแบบประชาธิปไตยไม่ได้แน่นอน เพราะจะกระทบต่อฐานความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งล่าสุดก็ปรากฏแล้ว จากการให้สัมภาษณ์ของผู้นำจีน ที่ออกมาเตือนนานาประเทศว่า ให้เคารพอธิปไตยของจีน ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของจีน แปลความได้ว่า เรื่องภายในของจีนบวกฮ่องกง จะจัดการกันเอง โดยวิธีการของจีนเอง คนอื่นไม่ต้องยุ่ง
รัฐบาลจีนจะหาทางออกกับเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร ก็คงต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่นอนที่สุด ถึงแม้จีนจะสามารถสลายการชุมนุมได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม ทั้งเป็นที่พอใจของฝ่ายชุมนุมหรือไม่พอใจก็ตาม จากนี้ไปภายในจีนจะไม่สงบเหมือน 25 ปีที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งอาจเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกลุ่ม Occupy Central ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงแต่ฮ่องกงเท่านั้น แต่ไกลไปถึงจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยก็เป็นได้ โดยเฉพาะกับคำกล่าวของ Joshua Wong หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาว่า การเรียกร้องของกลุ่ม ไม่ว่าสำเร็จหรือไม่ก็ตาม จะไม่มีวันสูญเปล่า เพราะ “การกระทำครั้งนี้ เสมือนเป็นการหว่านเมล็ดพืชลงดินแล้ว (All our actions are like planting a seed)”
จีนจะเผชิญกับข้อเรียกร้องของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สวัสดิการของประชาชน การกระจายรายได้ ซึ่งล้วนเกี่ยวกับปากท้องและคุณภาพชีวิต
ที่น่าจะเป็นปัญหาหนักสุดสำหรับจีนในอนาคตอันใกล้นี้ อาจเกิดจากกรณี Occupy Central จุดชนวนการเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนจีนทั่วประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างมาก
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในแผ่นดินจีนอีกครั้ง พรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจต้องปรับแนวทางการปฏิรูปจีนใหม่อีกครั้งเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบ Occupy Central ในฮ่องกง
หมายความว่า จีนอาจต้องพิจารณาการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนมากขึ้น ดีกว่าต้องตัดสินใจจัดการกับผู้ประท้วงด้วยความรุนแรง อย่างที่เคยเกิดขึ้นในกรณี “เทียนอันเหมิน”ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันอาจทำไม่สำเร็จแล้ว







