posttoday
ผวา "เงินฝืด" ภัยเงียบทุบเศรษฐกิจโลก

ผวา "เงินฝืด" ภัยเงียบทุบเศรษฐกิจโลก

03 ตุลาคม 2557

ส่งสัญญาณของอาการน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเติบโตของอัตราเงินเฟ้อของ 3-4 ประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

ส่งสัญญาณของอาการน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเติบโตของอัตราเงินเฟ้อของ 3-4 ประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ในเดือน ส.ค.ที่ชะลอตัวเหลือเพียง 1.8% ซึ่งนับว่าเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนแอ

ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการสะท้อนอย่างชัดเจนว่า เงินเฟ้อของประเทศยักษ์ใหญ่ทั่วโลกไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีมากนัก เพราะไม่เพียงแต่กลุ่ม 18 ประเทศยูโรโซน หรือญี่ปุ่นเท่านั้นที่เห็นสัญญาณชัดเจนว่ามีปัญหากับเรื่องเงินเฟ้อที่ขยายตัวในระดับต่ำ เพราะอย่างพี่ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐกับจีนเองก็กำลังมีแนวโน้มเดินเข้าสู่ปัญหาดังกล่าวเช่นกัน

กระนั้นก็ตาม ประเทศที่ดูเป็นปัญหามากที่สุดก็คงจะไม่พ้น ยูโรโซน เพราะข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า การเติบโตของอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ขยายตัวเพียง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2009 หรือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว โดยแน่นอนว่า ห่างจากเป้าหมายที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตั้งไว้ที่ 2% อยู่มาก

สำหรับต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ยูโรโซนมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเงินฝืดนั้นมาจาก “ความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนแอ” ซึ่งสาเหตุก็มาจากมาตรการรัดเข็มขัดของทางแต่ละประเทศเอง เพื่อลดการขาดดุลของงบประมาณ หลังจากที่กลุ่มประเทศในยูโรโซนต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้ก่อนหน้านี้ ฉะนั้นแล้ว การตัดลดรายจ่ายและการขึ้นของอัตราภาษีเป็นการลดแรงจูงใจในการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ภาวะเงินเฟ้อในระดับต่ำที่สุ่มเสี่ยงอาจจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดเช่นนี้ อาจจะดึงเศรษฐกิจให้เข้าสู่ภาวะเติบโตที่ชะลอตัวลงได้ เนื่องจากผู้บริโภคที่แนวโน้มที่จะใช้จ่ายน้อยลง เพราะเล็งเห็นว่า หากซื้อสินค้าในอนาคตมีแนวโน้มที่จะได้ราคาที่ถูกลงไปอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้อ่อนแอลง จนยิ่งไปเพิ่มแรงกดดันที่อาจจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืดต่อไปอีก

ภาวะเงินเฟ้อในระดับต่ำเช่นนี้ยังทำให้บรรดาบริษัทต่างๆ ครัวเรือน และรัฐบาลซึ่งเป็นผู้กู้ยืมเงินประสบความยากลำบากในการจ่ายชำระคืนมากขึ้น เพราะมูลค่าหนี้ไม่ลดลงอีกด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นปัญหาที่หนักข้อมากขึ้น โดยเฉพาะยูโรโซน

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งประเทศที่เผชิญกับปัญหาเงินฝืดมานานเรื้อรัง ก็คือ “ญี่ปุ่น” ที่เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งใช้ชี้วัดอัตราเงินเฟ้อ โดยที่ไม่รวมถึงผลกระทบจากการขึ้นภาษี เมื่อเดือน เม.ย. ขยายตัวเพียง 1.1% เท่านั้น ในอัตรารายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า การชะลอตัวลงของเงินเฟ้อในเดือน ส.ค. จะมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงเริ่มชะลอตัวลง ทว่า สาเหตุหลักๆ ที่ได้ส่งผลกระทบต่อการไม่กระเตื้องขึ้น คือ ผลกระทบจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% ไปเป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชนอย่างมาก

เพราะแม้กระทั่งนักวิเคราะห์เองก็ยังมองว่า เป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ที่ 2% ของฮารุฮิโกะคุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจตั้งไว้เป็นเรื่องที่ยากมากๆ

“ผู้ว่าการธนาคารกลางคุโรดะได้ประกาศว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่ลดลงต่ำกว่า 1% ทว่านั่นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ” จุนอิชิ มากิโระ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ของเอสเอ็มบีซีนิกโก เซคคิวริตี้ ระบุ พร้อมกับคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อจะร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 0.6% ในเดือน มี.ค.ปีหน้า

หากเงินเฟ้อของญี่ปุ่นร่วงอยู่ในระดับดังกล่าวจริง จะนับเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะ ญี่ปุ่นเองก็ยังมีแผนที่จะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากขณะนี้ที่อยู่ที่ 8% ไปเป็น 10% ในเดือน ต.ค.ปีหน้าอีก ซึ่งจะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตราเงินเฟ้อของแดนปลาดิบมากขึ้นไปด้วย

ด้านของประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ของโลกอย่าง “สหรัฐ” เอง ก็เริ่มส่งสัญญาณน่าเป็นห่วงให้เห็นบ้างแล้ว เมื่ออัตราเงินเฟ้อในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัว 1.7% เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 เดือนเลยทีเดียว

ปัจจัยของอัตราเงินเฟ้อนี้นับเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งสำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ตั้งเป้าหมายจะบรรลุให้ได้ที่ 2% ไม่เพียงเท่านั้น ในขณะนี้ยังมีปัจจัยคุกคามเพิ่มเติมกับเงินเฟ้อในสหรัฐมากขึ้นไปอีก นั่นก็คือ การแข็งค่ามากขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ

เพราะเมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้น ก็จะไปส่งผลกระทบต่อเนื่องกับการนำเข้าสินค้า ที่ทำให้การนำเข้าสินค้าถูกลง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่ถูกลง และราคาสินค้าที่ถูกลงในที่สุด

เมื่อเงินเฟ้อมีอัตราที่ลดลง ก็ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ขณะนี้อยู่ในระดับต่ำอย่างแน่นอน โดยเห็นได้จากการส่งสัญญาณของประธานเฟด 3 สาขา ได้แก่ เดนนิส ลอคฮาร์ท ประธานเฟด สาขาแอตแลนตา วิลเลียม ซี. ดัดลีย์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก และชาร์ลส์อีแวนส์ ประธานเฟด สาขาชิคาโก ที่ส่งสัญญาณระบุแล้วว่า กำลังจับตาการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ในการพิจารณาเพื่อขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย

“ถ้าคุณมีดอลลาร์ที่แข็งค่ามากขึ้น คุณก็จะมีเงินเฟ้อที่ลดลง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดพวกเขาถึงให้ความสำคัญ” โจเซฟ ลาวอล์กนา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์แบงก์เซคคิวริตี้ในสหรัฐ และอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของเฟด สาขานิวยอร์ก ระบุ

ส่วนในกรณีของ “จีน” เองก็ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอัตราเงินเฟ้อในเดือน ส.ค.ที่ผ่าน ปรับตัวแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 เดือนไปอยู่ที่ 2% ซึ่งห่างจากเป้าของทางรัฐบาลที่ตั้งไว้ที่ 3.5% อยู่มากทีเดียว ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่เป็นสัญญาณที่อาจจะเกิดเงินฝืดได้

ส่วนหนึ่งของเงินเฟ้อที่ลดลงมีแนวโน้มว่ามาจาก การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจด้วย ที่ทำให้ความต้องการสินค้าปรับตัวลดลง โดย หลิวหลี่กัง นักเศรษฐศาสตร์ของเอเอ็นแซด ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณของความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นไปในประเทศจีน และเป็นการสะท้อนว่า ความต้องการภายในประเทศนั้นอ่อนแออย่างมาก และมีสาเหตุมาจากนโยบายการเงินที่มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงทั่วโลก จึงนับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่โลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะภาวะที่โลกเข้าใกล้ภาวะเงินฝืดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจของเขตเศรษฐกิจหลักๆ ของโลกที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างที่สุด และจะส่งผลกระทบรุนแรงจนทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นอัมพาตได้อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย