
หมดทางเยียวยาเศรษฐกิจฟิทช์ย้ำต้องโครงสร้างพื้นฐาน
บริษัทจัดอันดับเครดิต ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ในปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 1.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.5% โดยเป็นผลมาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วงครึ่งปีแรก ทว่าฟิทช์ฯ ได้ปรับขึ้นจีดีพีในปีหน้าไปอยู่ที่ 4% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.7%
บริษัทจัดอันดับเครดิต ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ในปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 1.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.5% โดยเป็นผลมาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วงครึ่งปีแรก ทว่าฟิทช์ฯ ได้ปรับขึ้นจีดีพีในปีหน้าไปอยู่ที่ 4% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.7%
เจมส์ แมคคอแมค หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศทั่วโลก ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของไทย ว่า ถือเป็นการได้แรงหนุนเพิ่มจากภาครัฐในแง่การใช้จ่ายและการลงทุน แต่คงไม่อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายที่เหลือของปี 2557 นี้ได้มากนัก และจะเริ่มเห็นผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2558 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นได้มากจากในปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาคงไม่มีผลต่อการปรับขึ้นแนวโน้มเครดิต หรืออันดับเครดิตของไทยให้สูงขึ้นอีก จากปัจจุบันในระดับ BBB+ แต่อาจมีผลช่วยในระยะกลางถึงระยะยาวมากกว่า
“เรามองภาพรวมเศรษฐกิจเป็นรายปี ซึ่งเราให้ภาพในปีนี้ที่ 1.2% และผมคิดว่าคงไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรไปจากนี้ได้มากนัก คงต้องไปรอดูต่อในปี 2558 มากกว่า เพราะมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลยังต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะเริ่มเห็นผล” แมคคอแมค กล่าว
ทั้งนี้ ฟิทช์ฯ มองว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทยเป็นสิ่งที่จำเป็น หลังจากที่มีการพูดกันมาตลอดหลายปีก่อนหน้านี้ เพราะนอกจากจะช่วยหนุนเศรษฐกิจประเทศในระยะกลางถึงระยะยาวแล้ว ยังช่วยหนุนการเติบโตของภาคเอกชนด้วย โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเติบโตของประเทศไทยถดถอยลงเล็กน้อยเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในภูมิภาค แต่เรื่องนี้สามารถแก้ได้ส่วนหนึ่งด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
“เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 33.5% ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคและประเทศที่มีอันดับเครดิตในระดับเดียวกัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของ 6 ประเทศอาเซียน อยู่ที่ 5.6% ในช่วงปี 2553-2557 ซึ่งคำถามที่สำคัญอยู่ที่ว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตที่มากขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งอาจต้องอาศัยการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างเพื่อกระตุ้นการเติบโต เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น” แมคคอแมค กล่าว
สำหรับผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อไทยนั้น ปัจจัยเสี่ยงที่สุดน่าจะอยู่ที่ยุโรป เพราะแม้จะไม่ใช่ตลาดส่งออกใหญ่ของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกไม่ถึง 10% แต่ยุโรปเป็นแหล่งรายได้สำคัญของไทยในแง่การท่องเที่ยว ส่วนในสหรัฐนั้นมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อไทยด้วยในแง่การส่งออก
ด้าน กิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย เปิดเผยด้วยว่า ในสัปดาห์หน้าทางเวิลด์แบงก์จะปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2557 ลงอีกครั้ง หลังจากที่ปรับลดไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จาก 3% เหลือ 2.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วงครึ่งปีแรก และยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นได้มากในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการส่งออก ซึ่งทำให้ไทยอาจไม่สามารถแข่งขันได้เหมือนเดิมอีก แม้ว่าการค้าโลกจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากนี้ก็ตาม
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายในเดือน ส.ค.ว่า มีเงินไหลออกสุทธิราว 6.65 หมื่นล้านบาท หลังจากที่เพิ่งไหลเข้าสุทธิในเดือนก่อนหน้าราว 1.5 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการขายพันธบัตรระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติเพื่อทำกำไรราว 4.15 หมื่นล้านบาท รวมถึงการออกไปลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศ การส่งกำไรกลับไปยังต่างประเทศ และการชำระคืนสินเชื่อเพื่อการค้าของผู้นำเข้า
รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า การไหลออกของเงินทุนไม่น่าห่วง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการออกไปลงทุนของนักลงทุนไทย และอีกส่วนออกเพราะต่างชาติขายทำกำไรพันธบัตรระยะสั้นตามปกติ อย่างไรก็ดี ธปท.จะติดตามภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิดต่อไป







