
ปฏิรูปจะสำเร็จประชาชนต้องมีส่วนร่วม
เอ็นจีโอชี้ปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน "ศศิน"ชี้ควรเปิดโอกาสให้คนร่วมตัดสินใจ
เอ็นจีโอชี้ปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน "ศศิน"ชี้ควรเปิดโอกาสให้คนร่วมตัดสินใจ
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ การสัมมนา ครั้งที่ 4 การปฏิรูปประเทศไทย : ดุลยภาพที่เหมาะสมของสถาบันการเมืองกับการเมืองภาคพลเมือง ในหัวข้อ "ดุลยภาพที่เหมาะสมของการเมืองแบบตัวแทนกับการเมืองภาคพลเมือง : แนวทางที่ควรจะเป็น"
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิสรา กล่าวว่า ขณะนี้มีร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ของภาคประชาชนที่ยังไม่ได้พิจารณาอยู่ 33 ฉบับ ก่อนเกิดการรัฐประหาร ปี 57 ซึ่งเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จะพบว่า เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย เพราะบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ผู้เสนอร่างพ.ร.บ. 3 ช่องทางเท่านั้น ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และคณะรัฐมนตรี เท่ากับปิดช่องทางที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเสนอร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับมิติปัญหาของตน
ทั้งนี้ในด้านสื่อมวลชน พบว่า คณะรัฐประหารต้องการลดทอนเสรีภาพ พิจารณาจากการออกประกาศฉบับที่ 103/2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งห้ามสื่อมวลชนวิภาควิจารณ์สาระที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงและการหมิ่นประมาท สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพ
อย่างไรก็ตามหากต้องการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ควรกระตุ้นให้เกิดกลไกที่สามารถเข้าถึงข้อมูล เพราะที่ผ่านมาการที่รัฐบาลไม่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ คือความหายนะของสังคม ยกตัวอย่างกรณีโครงการรับจำนำข้าว ที่ไม่มีการระบุข้อมูลสำคัญให้ประชาชนรับรู้ รัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ขณะนี้จะต้องเล็กเห็นถึงความสำคัญของประเด็นนี้ รวมถึงกระตุ้นให้สื่อมวลชนมีอิสระในการตรวจสอบ จึงเสนอให้มีการกำหนดงบประมาณในการโฆษณาของหน่วยงานรัฐ เพื่อลดการครอบงำสื่อมวลชน ตามร่างพ.ร.บ.ควบคุมโฆษราภาครัฐ ที่มีการผลักดันโดยองค์การด้านสื่อสารมวลชนในช่วงที่ผ่านมา
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า วิกฤตปัญหาในเชิงปฏิรูปสิ่งแวดล้อม คือ สังคมปัจจุบันไม่ได้เห็นการปฏิรูปสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญ เพราะในยุด "ความแตกต่างทางความคิด" มีประเด็นทางด้านการเมืองเป็นวาระสำคัญในการปฏิรูป นอกจากนั้นยังขาดองค์กรที่รับผิดชอบในด้านการอนุรักษ์โดยตรง หรือ "การเมืองสีเขียว" การปฏิรูปจึงขาดตัวกลางที่จะสร้างการเมืองส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งปัจจุบันพบเพียงการรับฟังความคิดเห็น แต่ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อีกทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ถูกทำให้เป็นเพียงเวทีสำหรับถกเถียง แต่ไม่ใช่การหารือร่วมกันระหว่างทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ปัญหาจึงไม่ได้รับการแก้ไข กอปรกับองค์กรภาครัฐไม่ยอมรับในกระบวนการต่างๆ ที่กล่าวมาในข้างต้น เพราะยึดพ.ร.บ.ของหน่วยงานตรงเป็นหลัก ดังนั้นสิ่งที่ควรกำหนดในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็น แต่คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจ
"สังคมคิดว่ามีพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนมากพอแล้ว เช่น ผมมีพื้นที่ในสื่อสาธารณะ แต่เมื่อลงไปในสนาม จะพบว่ายังมีคนหลายกลุ่มที่พูดไม่ เพราะไม่สามารถสู้กับกลุ่มที่ถูกจัดตั้ง ยกตัวอย่างกรณีการเดินเท้าคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ คนที่สนับสนุนเขื่อนเยอะมาก แต่พอเดินออกจากพื้นที่กลับมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าเห็นด้วยกับผม แต่เขาพูดไม่ได้ จึงเป็นที่มาของคำถาม ว่ามีเวทีสำหรับเสียงเหล่านี้มากพอหรือยัง" นายศศินกล่าว
นายบรรจง นะแส ผู้อำนวยการโครงการการจัดการทรัพยากรชายทะเล กล่าวว่า วิกฤตปัญหาทรัพยากรทางทะเล คือ พ.ร.บ. ประมง ที่ยังไม่เคยมีการแก้ไข พบเพียงการปรับปรุงกฎกระทรวงเท่านั้น กฎหมายดังกล่าวจึงไม่มีความสอดของกับบริบทปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น เรือประมงอวนลาก เรือประมงอวนลุน ฯลฯ ที่เป็นสาเหตุสำคัญในการทำลายระบบนิเวศน์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ ที่กระตุ้นให้การประมงในลักษณะนี้ยังคงอยู่ ทั้งนี้ปัญหาหลักอีกประการ คือ การที่ผู้บริโภคไม่มีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพยากรทางทะเล เพราะยังคงสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบด้านลบต่อทรัพยากรทางทะเล สิ่งนี้คือเงื่อนไขหลักหากต้องการปฏิรูปหรือฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล
"ถ้าไม่มีหาไม่มีเรืออวนลาก-อวนลุน ทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนมา สังเกตพื้นที่ที่ขจัดเรืออวนลาก-อวนลุน ออกไปได้ เช่น อำเภอจะนะ (จังหวัดสงขลา) อำเภอหัวไทร (จังหวัดนครศรีธรรมราช) ฯลฯ แต่ต้องสู่ไม่ต่ำกว่า 5 ปี ไม่อยากให้ท่านหมดหวังเพราะมันทำได้ วันนี้ทรัพยากรทางทะเลถูกทำทำลาย รู้สึกหมดความหวัง แท้จริงฟื้นได้ แต่ต้องต่อสู้กับบริษัทสัตว์อาหารสัตว์ที่ใหญ่มาก ผู้บริโภคเป็นเงื่อนไขสำคัญในการต่อสู้" นายบรรจง กล่าว







