posttoday
จีนลุยปราบคอร์รัปชั่นช่วยชาติ ซ้ำยังกระตุ้นจีดีพีได้

จีนลุยปราบคอร์รัปชั่นช่วยชาติ ซ้ำยังกระตุ้นจีดีพีได้

25 กันยายน 2557

กลายเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน สำหรับการเดินหน้าปราบปรามการคอร์รัปชั่นของรัฐบาล

โดย..ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

กลายเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน สำหรับการเดินหน้าปราบปรามการคอร์รัปชั่นของรัฐบาล ที่เรียกได้ว่า ปราบปรามตั้งแต่คนตำแหน่งใหญ่ๆ ไปจนถึงตำแหน่งเล็กๆ ทว่าการปราบคอร์รัปชั่นที่ดูจะเป็นที่น่าจดจำที่สุดของรัฐบาลจีนชุดนี้ ซึ่งนำโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็คือ การสอบสวน “โจวหย่งคัง” อดีตคณะกรรมการประจำกรมการเมืองถาวรแห่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งจีน ซึ่งนับเป็นบุคคลที่เคยมีอำนาจในจีนมากที่สุดคนหนึ่ง ในข้อหาทุจริตติดสินบน

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางจีนยังได้เดินหน้าสอบสวน “หลิวเทียหนาน” อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการเพื่อการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติจีน และ “หลิวเตอฉาง” ลูกชาย ในข้อหารับสินบนเป็นจำนวนเงินสูงถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2002-2012 จากผู้ผลิตรถยนต์รายหนึ่งในกว่างโจว รวมไปถึงให้ลูกชายได้งานจากสถานที่แห่งดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 1.2 ล้านหยวน โดยที่ไม่ต้องทำงาน

กรณีเหล่านี้นับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในการเดินหน้าปราบปรามของคอร์รัปชั่นของรัฐบาลจีนที่เห็นดอกเห็นผล ซึ่งไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่จีนรายใหญ่เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เพราะกระทั่งการให้ของขวัญราคาแพงการรับประทานอาหารมื้อหรู และการเล่นการพนันเองก็ถูกกวาดล้างไปเช่นกัน

ตัวเลขที่ยืนยันได้คือ ข้อมูลจากเบน แอนด์ คอมพานี บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลก ที่พบว่าการใช้จ่ายสินค้าหรูราในจีนนั้นโตเพียง 2% ในปีที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 เลยทีเดียว ขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก ยังประเมินด้วยว่า รายได้ของบรรดาร้านอาหาร โรงแรมในเมืองใหญ่ๆ ของประเทศ ร้านขายสินค้าหรูหราในฮ่องกง รวมไปถึงกาสิโนในมาเก๊าจะลดลงราว 0.10.4% อีกด้วย

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า จีนเป็นประเทศที่มีอันดับการคอร์รัปชั่นที่ค่อนข้างสูง ยืนยันได้จากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นในปี 2013 ที่อยู่ในอันดับที่ 80 ของโลก ซึ่งนับว่าอยู่ต่ำกว่าเซเนกัลและตูนิเซียเสียอีก

ในด้านหนึ่ง การเดินหน้าในการปราบปรามคอร์รัปชั่นอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนเอง แต่ก็เป็นเพียงในระยะสั้นเท่านั้น โดยนักเศรษฐศาสตร์จากแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุว่า การลงทุนต่างๆ ของจีนจะชะลอตัวลงเช่นกัน

เนื่องจากว่าทั้งเจ้าหน้าที่มือสะอาด รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่มักจะคอร์รัปชั่นจะไม่กล้าตัดสินใจให้มีการลงทุนอะไรเพิ่มเติมด้วยกลัวว่าจะเจอการสอบสวนจากทางการ ซึ่งแบงก์ ออฟ อเมริกา ประเมินว่า จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รายปีอย่างน้อย 0.6% หรือมากที่สุดอาจจะสูงถึง 1.5% เลยทีเดียว ที่นับว่าเป็นความเสี่ยงต่อเป้าจีดีพีของจีนที่อยู่ที่ 7.5% เป็นอย่างมาก

กระนั้นก็ตาม หากมองภาพเศรษฐกิจในระยะยาวแล้ว การปราบปรามคอร์รัปชั่นเองเป็นหนึ่งในแผนที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เลือกเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยการชะลอตัวในระยะสั้นบ้างก็ตาม โดยบรรดานักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์ก ประเมินว่า การปราบคอร์รัปชั่นจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนในปี 2020 โตมากขึ้นถึง 0.10.5% หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว (ราว 2.24 ล้านล้านบาท)

“การปราบปรามคอร์รัปชั่นช่วยเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจประเทศนั้นก็เหมือนกับการปรับโครงสร้างของบริษัท ที่แม้จะกระทบในระยะสั้น แต่ก็จะให้ประโยชน์ในระยะยาวได้” ฉางเจี้ยน หัวหน้านักเศรษศาสตร์ด้านจีนของธนาคารบาร์เคลย์สในฮ่องกง ระบุ

ขณะเดียวกัน แอนนา ซไนเดอร์นักวิเคราะห์จากโรเดียม กรุ๊ป บริษัทให้คำปรึกษาจากสหรัฐเองก็ระบุว่า มาตรการของจีนในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลจีนในการปฏิรูปเศรษฐกิจ

“รัฐบาลใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะเดินหน้าปฏิรูป และการปราบปรามการคอร์รัปชั่นนั้นก็เป็นหนึ่งในมาตรการ (ยกเครื่องเศรษฐกิจ) เช่นกัน” ซไนเดอร์ ระบุ

กระนั้นก็ตาม อาจจะมีหลายเสียงที่มองว่า การปราบปรามคอร์รัปชั่นจะเป็นการลดการบริโภคหรือใช้จ่ายของบรรดาเจ้าหน้าที่ ทว่าอีกด้านหนึ่ง เฉิงลี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองของสถาบันบรูคกิ้ง องค์กรด้านนโยบายสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร กลับมองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นการบิดเบือนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ฉ้อฉลจะมีการนำเงินที่เป็นของทางการที่จะใช้ในการลงทุนต่างๆ มาเป็นทรัพย์สินของตนเอง

“เงินก็จะสามารถถูกนำมาใช้ในโครงการต่างๆ ซึ่งควรจะได้ใช้ตั้งแต่ทีแรก ดังนั้นเงินจำนวนนี้จะนำไปสู่การมีโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น การบริการสาธารณะที่ดีขึ้น และการจ้างงานที่มากขึ้นด้วย” เฉิง ระบุ

ไม่เพียงเท่านั้น โมเดลในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีให้เห็นแล้ว โดยสิงคโปร์และฮ่องกงต่างก็เป็นสองประเทศที่เคยผ่านกระบวนการนี้มาแล้ว จนขณะนี้ได้กลายเป็นสถานที่ที่มีเศรษฐกิจชั้นนำของโลก

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยรายงานก่อนหน้านี้ ระบุว่า เมื่อช่วงปี 1970-1975 ทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การปราบปรามการคอร์รัปชั่นสามารถเป็นตัวส่งที่ดีที่ทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองแห่งปรับตัวเติบโตเร็วขึ้น โดยได้ส่งผลให้รายได้ของพลเมืองต่อหัวนั้นพุ่งไปมากกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศโออีซีดีในปี 2011 ที่ผ่านมา

“ช่วงยุคทองของฮ่องกงคือช่วงปี 1980-1989 ที่การผลิตทุกอย่างอยู่ในฮ่องกง และการคอร์รัปชั่นก็ลดน้อยลง โดยโอกาสของความเท่าเทียมนับเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู” โทนี ควอก อดีตรองกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการอิสระที่ต่อต้านการคอร์รัปชั่นในฮ่องกง ระบุ

ฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่าโมเดลของจีนที่ใช้ในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นมีแนวโน้มน่าจะได้ผลในด้านเศรษฐกิจ และน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของนานาประเทศ ที่ยังคงประสบปัญหาเรื้อรังเรื่องการคอร์รัปชั่นของผู้มีอำนาจ ให้นำเอาไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศเช่นกัน ก่อนที่เศรษฐกิจประเทศจะบอบช้ำไปมากกว่านี้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน