
ภารกิจกู้ชาติ
ภารกิจการคืนความสุขให้กับประชาชนของรัฐบาลประยุทธ์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสำเร็จได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี หรือไม่ เป็นคำถามที่ผู้คนตั้งข้อสงสัยกันอยู่
ภารกิจการคืนความสุขให้กับประชาชนของรัฐบาลประยุทธ์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสำเร็จได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี หรือไม่ เป็นคำถามที่ผู้คนตั้งข้อสงสัยกันอยู่
รากเหง้าของปัญหาที่เกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างลึกถึงทุกครอบครัว ที่เป็นอยู่ในแผ่นดินนี้ จนนำไปสู่การรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ในเวลาไม่ถึง 10 ปี เป็นที่ทราบกันดีว่ามาจากการก่อเกิดระบอบทักษิณขึ้นมา เป็นระบอบเผด็จการในคราบประชาธิปไตย เป็นระบบทุนนิยมผูกขาด ที่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่คนคนเดียว หรือตระกูลเดียว
ระบอบทักษิณเริ่มต้นเมื่อปี 2544 หลังจากนั้นอีก 5 ปี ก็เกิดรัฐประหาร ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้งหยุดพักไป 2 ปี ระบอบทักษิณเริ่มมีอำนาจอีกครั้งเมื่อปี 2551 โดยรัฐบาลนอมินีสมัครและรัฐบาลเครือญาติสมชาย แล้วเว้น 2 ปี ให้ประชาธิปัตย์ผสมพันธุ์กับเนวิน 2 ปี กลับมามีอำนาจอีกครั้งเมื่อปี 2554 ในยุครัฐบาลรัฐบาลน้องสาวข้าวเน่า ที่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษหนีคดีจนมวลมหาประชาชนออกมาขับไล่ แต่นายใหญ่สั่งให้อึดเอาไว้ จนทหารไม่อาจทนได้ต้องออกมาคืนอำนาจให้ประชาชน ในยุคสองระบอบทักษิณรวบอำนาจ 4 ปี
การรัฐประหารทั้งสองครั้งมีสาเหตุแตกต่างกัน ครั้งแรกเพราะอาบังจะถูกปลด แต่ครั้งนี้เพราะบ้านเมืองเดินหน้าไปไม่ได้ เป็นภาคบังคับของการรัฐประหาร แต่พื้นฐานของปัญหาคงเหมือนกัน คือ อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือของคนคนเดียว หรือตระกูลเดียว จนไม่เกรงกลัวกฎหมาย
การรัฐประหารครั้งแรก ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นการทำเพื่อรักษาอำนาจของตนเองจึง “เสียของ” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหารากฐานที่แท้จริงได้ ระบอบทักษิณยังคงครองอำนาจด้วยความอหังการ แทรกแซงกลไกการตรวจสอบ ทำลายระบบราชการให้เป็นเพียงลูกจ้างของนักการเมือง สร้างค่านิยมให้ยึดวัตถุนิยม ทำลายระบบคุณธรรมจริยธรรมอันเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นคน ประเทศชาติเสียหายอย่างมหาศาล จึงได้เกิดการรัฐประหารครั้งที่ 2
การรัฐประหารแต่ละครั้ง เหมือนการผ่าตัดใหญ่ที่สร้างความบอบช้ำให้กับประเทศ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้จะเป็นความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะคืนความสุขให้ประชาชนได้ในชั่วข้ามคืน แต่ประเทศก็หยุดชะงัก ภารกิจแรกที่ คสช.เข้ามาหยุดความรุนแรงไว้ได้ เป็นเพียงการเริ่มต้น คสช.น่าจะรู้ปัญหาพื้นฐานที่แท้จริงว่า หากการลงมือผ่าตัดใหญ่ครั้งนี้ เสียของ เหมือนอาบัง ย่อมไม่อาจหยุดยั้งระบอบทักษิณได้เมื่อคืนอำนาจไปสู่การเลือกตั้ง ระบอบทักษิณจะกลับมาอีก แล้ว 45 ปี ก็จะเกิดการต่อต้านจากคนที่ไม่อาจทนกับความเลวร้ายของระบอบทักษิณได้ ซึ่งไม่รู้ว่าในวันนั้นหลวงลุงกำนันจะยังมีแรงนำมวลชนหรือไม่
การเข้ามาของ คสช.ในวันนี้ ประชาชนคาดหวังไว้อย่างสูงว่าจะสามารถแก้ปัญหาพื้นฐานที่แท้จริงได้ ไม่ต้องเข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ต้องกำจัดระบอบที่ครอบงำประชาชนด้วยวัตถุนิยม คสช.ต้องสร้างพื้นฐานให้ประชาชนกลับไปยึดถือระบบคุณธรรมจริยธรรม
ค่านิยมของประชาชนภายใต้ระบอบทักษิณ ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ถ้าตัวเองได้ประโยชน์ โครงการประชานิยมจึงเป็นยาเสพติดที่คนรากหญ้าได้รับแล้วไม่ยอมเปลี่ยน
นอกจาก คสช.จะต้องเปลี่ยนค่านิยมของคนรากหญ้าให้ยอมรับความจริง ให้ยืนได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่คอยรับแต่ความช่วยเหลือโดยไม่มีเหตุผล องค์กรที่จะออกแบบโครงสร้างให้เป็นรูปธรรมได้ คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ คสช.กำลังทำคลอดกันอยู่ ยังไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร
คนที่ชื่นชอบระบอบทักษิณ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะคนรากหญ้า ขี้ข้าของทักษิณนั้น คนระดับดอกเตอร์แทบจะเดินชนกันในพรรค เพราะดอกเตอร์ก็ยังเป็นคนที่มีกิเลส ยังตาลุกวาวกับเศษเงินของมหาเศรษฐีจอมโกง จึงยอมตัวเป็นทาสรับใช้อย่างจงรักภักดี
ในบรรดาผู้สมัคร สปช.มีดอกเตอร์กฎหมายมหาชนจากฝรั่งเศส ที่คาดกันว่าจะเป็นผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญ สมัครเข้าร่วมด้วย ดอกเตอร์ท่านนี้เคยบรรยายในหลักสูตรหนึ่งก่อน คสช.ประมาณ 1 ปี พูดถึงระบอบทักษิณไว้ว่าจะไม่สูญหายไปแม้ทักษิณจะไม่อยู่แล้วก็ตาม โดยอ้างว่าทักษิณเปิดพรมให้คนได้เห็นใต้พรมว่ามีความเลื่อมล้ำในสังคม คนรากหญ้าได้เห็นสิทธิประโยชน์ที่คนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับ
ถ้าดอกเตอร์ท่านนี้ได้เป็นผู้นำในการยกร่างรัฐธรรมนูญจริง ก็น่าเป็นห่วงว่าท่านจะหลงทาง เพราะใต้พรมที่ท่านพูดถึงนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่ต้องเปิดพรมก็เห็น เพราะมันเป็นความจริงที่อนันตกาล คงไม่มีใครไปเชิญตาสีตาสามาเป็นกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกรรมการในรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความเลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดคือผลประโยชน์ที่นักการเมืองได้รับ ซึ่งคนทั่วไปรู้ดีอยู่แล้ว
สิ่งที่อยู่ใต้พรมที่ระบอบทักษิณเปิดให้เห็น แท้ที่จริงแล้วเป็นขยะที่ทักษิณเอาไปใส่ไว้ เช่น ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง รัฐบาลที่ได้เสียงข้างมากจะทำอะไรก็ได้ แม้ผิดกฎหมายศาลก็ไม่มีสิทธิตัดสินลงโทษ ถ้าทำให้บ้านเมืองเจริญแม้จะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ขยะเหล่านี้ต่างหากที่ทักษิณเอาไปใส่ใต้พรมแล้วไปหลอกให้คนรากหญ้าเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นมา
ผมได้รับหนังสือของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ เรื่องกู้แผ่นดิน ซึ่งท่านแสดงธรรมไว้เมื่อปี 2541 ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ก็ยังเป็นหลักที่นำมาใช้ได้ในยุคปัจจุบัน
ท่านให้หลักไว้ว่า วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศอิสรภาพให้กับมวลมนุษย์ โดยให้ถือธรรมเป็นใหญ่ที่สุด ให้ถือธรรมคือให้ถือความถูกต้องนั่นเอง
ท่านกล่าวว่า เป็นปุถุชนสามัญที่ไม่ได้รู้หลักธรรมก็แย่อยู่แล้ว ถ้าไปหลงติดยากล่อมจะแย่ยิ่งกว่านั้น ยากล่อมที่ท่านกล่าวถึง ไม่ใช่เพียงยาเสพติด แต่ยากล่อมที่ร้ายแรงกว่าคือ ลัทธิคอยโชค และลัทธิคอยความช่วยเหลือ ท่านบอกไว้ชัดเจนว่า วิกฤตที่แท้จริงของสังคมไทย คือวิกฤตคุณภาพคน ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะไปรอดหรือไม่
ภารกิจของ คสช.ในวันนี้ ไม่ต่างไปจากการกู้ชาติ ที่จะต้องแก้ปัญหาพื้นฐานของไทยให้ได้ คือ ทำอย่างไรจะสร้างคนไทยให้มีคุณภาพ ให้ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม ไม่หลงใหลไปกับวัตถุนิยม จึงจะเป็นการกู้ชาติที่แท้จริง
การกู้ชาติในวันนี้ จึงต้องสอนเด็กให้รู้ผิดชอบ เกรงกลัวต่อบาป เอาพื้นฐานเพียงศีล 5 ก็เพียงพอแล้ว ทำอย่างไรที่จะให้เด็กไทย คนไทย รู้สำนึกเข้าถึงจิตใจ ไม่ใช่เพียงการให้เด็กท่องอาขยานหน้าเสาธงเท่านั้น







