
พล.อ.เปรม VS พล.อ.ประยุทธ์
ทฤษฎีกงล้อประวัติศาสตร์อาจเป็นจริงอีกครั้ง ทฤษฎีนี้กล่าวว่าเหตุการณ์ในอดีตอาจจะเกิดขึ้นได้อีก
ทฤษฎีกงล้อประวัติศาสตร์อาจเป็นจริงอีกครั้ง
ทฤษฎีนี้กล่าวว่าเหตุการณ์ในอดีตอาจจะเกิดขึ้นได้อีก ถ้ามีเหตุปัจจัย สถานการณ์ และองค์ประกอบตรงกันเหมือนกับรอยล้อของเกวียนที่ล้อหลัง อันหมายถึงเหตุการณ์ปัจจุบันต้องหมุนทับรอยของล้อหน้า อันหมายถึงเหตุการณ์ในอดีต เช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ผู้เขียนอยากจะเปรียบเทียบรัฐบาลทหาร 2 ยุค คือยุคปัจจุบันที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แม้ว่าทั้งสองรัฐบาลนี้อาจจะดูแตกต่างกันบ้างพอสมควร แต่ก็มีหลายๆ ส่วนที่เหมือนกัน ซึ่งในส่วนของความเหมือนกันนี่เองที่จะทำให้ทหารและรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกันกับทหารและรัฐบาลของ พล.อ.เปรม
ประการแรก การบริหารจัดการเบ็ดเสร็จแบบทหาร โดยให้ทหารเข้าควบคุมในทุกองคาพยพ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ระดับนโยบายคือรัฐบาล ไปจนถึงระดับปฏิบัติคือข้าราชการและองค์กรต่างๆ โดยใช้ทหารเป็น “แรงงานหลัก” ทั้งในส่วนนำที่เป็นหัวของแต่ละกลไกนั้น และในส่วนปฏิบัติที่เป็นแขนขาโดยลงลึกไปจนถึงระดับชาวบ้าน เช่น การปราบปรามอาชญากรรมและการจัดระเบียบสังคม ฯลฯ
ประการที่สอง การประสานกลุ่มอำนาจแบบจำกัดวงที่เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ภายใต้นโยบายปรองดองแบบไม่สมัครใจ โดยในสมัย พล.อ.เปรม จะคบกับนักการเมืองจากภาคใต้เป็นหลัก กระทั่งมีการล้อเลียนเรื่อง “ลูกป๋า” หรือ “ครม.สะตอ” แล้ว ก็ความพยายามในการโอ้โลมให้พรรคการเมืองต่างๆ สามัคคีกัน ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ก็พยายามจะวางฐานกำลังทางกองทัพสนับสนุนความมั่นคงของรัฐบาล (ความจริงก็คือความมั่นคงของ คสช.นั่นเอง) ในขณะที่ก็พยายามขอร้องให้คนไทยสมานฉันท์ โดยคาดหวังว่า “เวลาจะรักษาแผลใจ”
ประการที่สาม ความพยายามที่จะประสานประโยชน์ให้มาก แต่เพราะเหตุที่ได้ไปจำกัดผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม จึงทำให้กลุ่มต่างๆ มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน (สะท้อนสังคมน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและค่อนแคะนินทา) โดยพยายามแสดงออกว่ารักลูก (หมายถึงผู้ร่วมอยู่ในโครงสร้างอำนาจ) ทุกคน แต่ว่ากอด (หมายถึงการดูแลและเอาใจใส่) แต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ อาจจะเนื่องมาจาก “วัฒนธรรมแบบทหาร” ที่เน้นการว่ากล่าวตักเตือนแบบ “รักวัวให้ผูกฯ” ซึ่ง “ลูกๆ” ที่พ่อจะรักก็คือลูกๆ ที่ “เรียบร้อย” แม้บางทีอาจจะไม่ใช่พฤติกรรมที่เป็นจริง
และประการที่สี่ ความเป็น “ธรรม อำมาตย์” แบบ “พ่อขุนประชาธิปไตย” คือการแสดงตนว่าเป็นทหารและผู้นำ “ที่ดี” มีคุณธรรมบางอย่าง ที่โดดเด่น อย่างที่ พล.อ.เปรม มีอยู่ก็คือ “ความอดกลั้น” จนถูกขนานนามว่า “เตมีย์ใบ้” ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีบุคลิกภาพแบบ “เข้าถึง” ที่พยายามจะสื่อสารให้มาก จนกระทั่งมี “หลุด” หรือเกินเลยบ้างอยู่บ่อยๆ ในขณะเดียวกันทั้งสองคนก็พยายามที่จะส่งเสริมประชาธิปไตย เพื่อให้สังคมในยุคสมัยของเขายอมรับและยกย่อง
กระนั้นนายทหาร ทั้งสองก็เข้ามามีบทบาททางการเมืองใน “บริบท” ที่แตกต่างกันนั่นก็คือ “สถานการณ์บ้านเมือง” ที่ในสมัย พล.อ.เปรม ได้มีการ “กวาดบ้านและปรุงเรือน” ใหม่เรียบร้อยแล้ว ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 จากการจัดการของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่ยึดอำนาจมาตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. 2519 แต่บ้านเรือนในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ ยัง “รกรุงรัง” อยู่ อันเป็นผลจาก “ระบอบทักษิณ” ที่ครอบงำสังคมไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2544 นั้น
รัฐธรรมนูญ 2521 ได้ช่วยให้เกิดการประสานประโยชน์เชิงโครงสร้างอำนาจ ซึ่งก็คือระหว่างทหารและข้าราชการที่เป็น “อำนาจเก่า” กับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เป็น “อำนาจใหม่” ทำให้ พล.อ.เปรม มีปัญหาไม่มากในการ “จัดการ” ผลประโยชน์ระหว่างทั้งสองกลุ่มนี้ ยิ่งด้วยบุคลิกของ พล.อ.เปรม ที่ “นิ่ง” จนดูน่าเกรงขาม พร้อมกับพลังที่ส่งเสริมในหลายภาคส่วนของสังคมตั้งแต่ระดับ “สูงสุด” จึงทำให้ฐานะของ พล.อ.เปรม ค่อนข้างจะมั่นคง
ต่างกับฐานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่นักการเมืองในระบอบทักษิณได้ “วางกับระเบิด” ไว้จำนวนมาก นั่นก็คือความร้าวฉานแตกแยกในสังคม โดย คสช.พยายามจะไม่ไปสะกิดแผลให้อักเสบลุกลาม เช่น พยายามจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวในคดีความต่างๆ ที่นักการเมืองในระบอบทักษิณได้ก่อไว้ โดยอ้างว่าให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม (แต่ในสังคมไทยมองว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม” คือคนชั่วก็ลอยนวลหรือซื้อเวลาไปเรื่อยๆ) ในขณะที่พยายามแสดงแก่สังคมว่าจะประสานให้ความ ร้าวฉานแตกแยกในครั้งนี้ให้ค่อยๆ หมดไป ใน แบบของ “เวลารักษาแผลใจ” แต่ก็คงทำได้กับประชาชนที่ไม่ได้โกรธเกลียดกันจริงๆ แต่คงเป็นไปได้ยากกับกลุ่มการเมืองหรือระดับ “ผู้บงการ” ที่แม้จะใช้คำขวัญว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” แต่คงจะใช้ได้ยากกับคู่กรณีดังกล่าว
มีตัวอย่างของประเทศประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชียคือ ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ที่เพื่อจะสร้างประชาธิปไตยก็จำเป็นจะต้องใช้ยาแรง โดยที่ญี่ปุ่นภายหลังที่สหรัฐอเมริกาปราบปรามและบีบบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็สร้างรัฐธรรมนูญที่ป้องกันไม่ให้ “รัฐทหาร” ของญี่ปุ่นได้กลับคืนมาอีก ถึงขั้นที่กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานั้นจะกระทำไม่ได้ ส่วนที่เกาหลีใต้หลังการปกครองแบบสาธารณรัฐได้ล้มลุกคลุกคลานมาเกือบ 30 ปี เพราะเหตุที่มีแต่รัฐบาลกึ่งเผด็จการและเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น ในการปฏิรูปของเกาหลีใต้เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี้ จึงจัดการแก่ผู้นำดังกล่าวด้วยกฎหมายและกระบวนการภาคประชาสังคมที่เด็ดขาดและจริงจัง
ผู้เขียนกำลังจะเสนอแนะแก่ทหารในยุคนี้ว่า เพื่อที่จะปฏิรูปประเทศอย่างที่ท่านได้ประกาศ เป็นโรดแมปว่าจะเป็น “หลักไมล์สุดท้าย” หรือ เป้าหมายหลักของการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ท่านจะต้องมีความเข้มแข็งเด็ดขาดมาก กว่านี้ แม้ว่าท่านจะเอาจริงเอาจังด้วยการวาง โครงสร้างอำนาจต่างๆ ให้มั่นคงในขณะนี้ รวมทั้งที่ท่านจะกำหนดในรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะได้มา ต่อไปนั้น ก็คงจะไม่เป็นที่ “ไว้วางใจ” แก่คนไทยว่าจะแก้ไขวิกฤตการเมืองที่ผ่านมานั้นได้
เมื่อครั้ง พล.อ.เปรม เราก็ได้เห็นแล้วว่า การวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้งได้ก่อให้เกิดความโอหังของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม กระทั่งได้เกิดเป็น “ธนาธิปไตย” ในสมัยต่อมา โดยมีจุด เริ่มต้นจากการปล่อยปละละเลยให้ลิ่วล้อบริวารโกงกินกันแบบ “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” แม้เมื่อ รสช.ได้ยึดอำนาจในวันที่ 23 ก.พ. 2534 ทหารก็กลายพันธุ์เข้าไปร่วมด้วยกับนักการเมืองเหล่านั้น แม้รัฐธรรมนูญ 2540 จนถึง 2550 ที่มียาแรงหลายขนานก็เอาไม่อยู่
ทหารต้องทำอะไรมากกว่าแค่ให้มีรัฐธรรมนูญ 2558







