
ราชทัณฑ์ลุย8ด้านปราบยาเสพติดในเรือนจำ
กรมราชทัณฑ์ เดินหน้า 8 ด้าน แก้ปัญหายาเสพติดเรือนจำทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตนักโทษออกสู่สังคม
กรมราชทัณฑ์ เดินหน้า 8 ด้าน แก้ปัญหายาเสพติดเรือนจำทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตนักโทษออกสู่สังคม
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี นายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายเร่งด่วนของกรมราชทัณฑ์เรื่องการปราบปรามยาเสพติดในเรือนจำทั่วประเทศนั้น จากนี้จะต้องดำเนินงานใน 8 ด้านประกอบด้วย 1.การแก้ไขปัญหาทุจริตภายในเรือนจำ 2.การควบคุมปราบปรามยาเสพติดและสิ่งของต้องห้าม 3.การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4.การบริหารความจุของผู้ต้องขังกับการใช้มาตรการทางเลือก 5.การควบคุมแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด 6.การส่งเสริมวิชาชีพผู้ต้องขัง 7.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และ8.การพัฒนาบุคลากร
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนปัญหาเรือนจำที่มีความแออัดไม่สอดรับกับจำนวนผู้ต้องขังที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีนักโทษกว่า 310,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดกว่า 69 เปอร์เซ็นต์ ทางกรมราชทัณฑ์จึงได้ของบประมาณเพิ่มอีก 340 ล้านบาท จากรัฐบาลเพื่อปรับปรุงเรือนจำใหม่โดยเน้นเฉพาะเรือนจำที่มีปัญหาก่อน ซึ่งนโยบายเร่งด่วนที่กล่าวมาอาจต้องใช้เวลาทำหลายปี
“ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมา การเมืองไม่นิ่ง จึงทำให้งานเกิดความไม่ต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลมีความไม่มั่นคง ส่งผลให้นักโทษเพิ่มขึ้น และรัฐบาลยังไม่มาดูแลแต่ มัวแต่ไปยุ่งเรื่องม็อบเรื่องการเมือง” อธิบดีกรมราชทัณฑ์
นายวิทยา กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้กรมราชทัณฑ์ได้พิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่เข้าเวรเรือนจำ จาก 400 บาท เป็น 800 บาท เพื่อจูงใจให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และหากมีการกระทำผิดจะดำเนินขั้นเด็ดขาด
“ราชทัณฑ์ยังกำหนดรายชื่อนักค้ายาเสพติรายใหญ่กว่า 1,000 คน เพื่อส่งเข้าไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงใน 8 แห่ง โดยเรือนจำดังกล่าวทางราชทัณฑ์จะพัฒนาปรับปรุงให้แข็งแรงมั่นคง และควบคุมนักโทษให้เข้มงวด ไม่ต้องทำงาน ขังอย่างเดียว ลดชั่วโมงการปล่อย ส่วนผู้บัญชาการเรือนจำจะคัดเลือกคนที่มีฝีมือดีด้านการปราบปรามยาเสพติดเข้ามาควบคุมเรือนจำเหล่านี้” อธิบดีกรมราชทัณฑ์
นายวิทยา กล่าวด้วยว่า ความปลอดภัยในเรือนจำจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย โดยเฉพาะเรื่องระบบฝากเงิน ระบบการเยี่ยมญาติจะใช้เครื่องดักฟัง หวังสกัดปัญหายาเสพติดทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของอาญาแผ่นดินในการดำเนินคดีกับนักโทษ ดังนั้นจะต้องจูงใจให้ผู้คุมถือศีลกันใหม่ เพราะผู้ต้องขังร่ำรวยขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความสับสน โดยต้องปลูกฝังค่านิยม คุณธรรมเข้าไปด้วย
“ในเรือนจำยังมีนักโทษต่างชาติกว่า 7,436 ราย มากสุดเป็นชาวพม่า ส่วนใหญ่จะเป็นนักโทษแทบเพื่อนบ้านประเทศไทย ส่วนนักโทษชาติยุโรปมีจำนวนน้อยส่วนใหญ่เป็นชาวไนจีเรีย ซึ่งผู้ต้องหาต่างชาติทางราชทัณฑ์จะทำการโอนกลับสู่ประเทศ ตามสนธิสัญญาที่เคยลงนามกันไว้” อธิบดีกรมราชทัณฑ์
นายวิทยา บอกด้วยว่า กรมราชทัณฑ์ยังเตรียมพัฒนาให้เรือนจำแต่ละแห่งสร้างจุดเด่นของตัวเองหวังส่งเสริมนักโทษให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างดี รวมถึงยังเตรียมให้เรือนจำแต่ละแห่งที่มีความพร้อมมีห้องเรียนสอนผู้ต้องขัง โดยรับสัญญาณดาวเทียมจากโรงเรียนไกลกังวล โดยคัดผู้ต้องขังที่อยากเรียนมาศึกษาหรือผู้สมัครใจ อย่างไรก็ตามยังส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬา ดนตรี และงานฝึกอาชีพเฉพาะด้าน เช่น งานช่าง งานปั้น งานวาด งานแสดง ฯลฯ
ด้านนายกนก กรุณามิตร ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี กล่าวว่า เรือนจำแห่งนี้มี 6 แดน บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ มีนักโทษ 6,000 คน มีเจ้าหน้าที่ 200 คน ซึ่งถือว่าไม่สอดรับกับจำนวนนักโทษ โดยทางเรือนจำจะมีการส่งเสริมให้นักโทษได้ทำกิจกรรม เน้นเรื่องการฝึกอาชีพด้านดนตรีกวีศิลป์ งานหัตถกรรม เพื่อส่งเสริมให้นักโทษมีความรู้เมื่อพ้นโทษจะได้ประกอบอาชีพได้จากความรู้ในเรือนจำ พร้อมยังเน้นการให้สวัสดิการกับเจ้าหน้าที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง







