
เวลาจำกัด
...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ใครที่มีโอกาสอ่านรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังของประเทศประจำเดือน เม.ย. 2553 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ คงพอสบายใจได้บ้างว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะมีความเข้มแข็งพอที่จะรองรับผลกระทบของสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา
รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการบริโภคของเอกชนที่ขยายตัวได้ดี ซึ่งปกติเขาวัดจากรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากผู้บริโภคเวลาไปซื้อสินค้าและบริการ ตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือน เม.ย. ปีนี้สูงกว่าเดือน เม.ย. ปีที่แล้วถึงร้อยละ 21
ถัดไปเป็นตัวเลขการลงทุนของเอกชนที่ขยายตัวได้ดี วัดได้จากตัวเลขการนำเข้าสินค้าทุน คือ สินค้าที่นำเข้ามาเพื่อผลิตสินค้าอื่น เช่น เครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.4 นอกจากนั้นตัวเลขการลงทุนด้านการก่อสร้างเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยตัวเลขภาษีที่รัฐบาลเก็บได้จากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.4 ต่อปี เช่นกัน
ตัวเลขที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่ว่าไปแล้วเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุดถึงความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทย คือ ตัวเลขการส่งออกและนำเข้า ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.2 ต่อปี เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณและราคา ในขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึงร้อยละ 46.0 ต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุน เพราะการผลิตและการลงทุนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวขึ้นร้อยละ 30.6 ต่อปี
ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดความรำคาญตัวเลข ขออนุญาตสรุปเสียเลยว่า เศรษฐกิจไทยช่วงระหว่างเดือน เม.ย. 2552เม.ย. 2553 นั้น เริ่มฟื้นตัว โดยตัวเลขการใช้จ่ายและการลงทุนของเอกชน ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งออกและนำเข้า ล้วนแล้วแต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ถึงแม้ต้องยอมรับความจริงว่าตัวเลขในเดือน เม.ย. 2552 ที่เป็นปี...จะเป็นตัวเลขติดลบ ก็ยังแสดงว่าเศรษฐกิจมีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นค่อนข้างสูง
ต่อไปเป็นเรื่องของการประเมินเสถียรภาพหรือความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจไทย โดยรวมต้องถือว่าเศรษฐกิจไทยนั้นมีเสถียรภาพค่อนข้างสูง อัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำเพียงร้อยละ 1 ของแรงงานรวม คิดเป็นจำนวนคนเพียง 3.7 แสนคน อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับกำลังดีที่ร้อยละ 3 ระยะสั้นก็ตาม ถ้าไม่ประมาทหลงระเริงจนเกินไป ไม่น่าจะมีปัญหาว่าจะมีเงินตราต่างประเทศไม่พอใช้หนี้และซื้อสินค้าเข้ามาเพื่อการลงทุนหรือการบริโภค
ถึงตรงนี้ต้องมาวิเคราะห์ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร สาเหตุแรกต้องยอมรับก่อนว่า การส่งออกของไทยที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากการที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เพราะหลังวิกฤตการณ์ในปี 2552 รัฐบาลทุกประเทศทุ่มเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างมหาศาล คือ ถ้าใช้เงินขนาดถ้าเขียนเป็นตัวเลขต่อกัน ผมว่ากว้างกว่าหน้ากระดาษขนาด A4 ที่ผมใช้เขียนต้นฉบับนี้เสียอีก แล้วเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ก็สมควรตายได้
ส่วนหนี้สาธารณะที่เกรงกันว่าจะสูงจนนำมาซึ่งความหายนะของประเทศ เหมือนทหารประเทศยุโรปจนประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยอย่างเยอรมนีนั้น ตัดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาติที่จมไม่ลงทั้งหลายทำตามนั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยล่าสุดเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 41.9 ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 60 พอสมควร ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยอยู่ที่ประมาณ 147,600 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 5 เท่า หรือเท่ากับประมาณการนำเข้าสินค้าประมาณ 10 เดือน ถือว่าประเทศไทยยังมีเงินในลิ้นชักมากพอรองรับความเสี่ยงจากความยินยอมของเศรษฐกิจโลกได้ ถึงแม้เงินสำรองส่วนหนึ่งจะเป็นเงินร้อนที่เข้ามาหากำไรแล้ว ไทยเองก็ไม่น้อยหน้าครับ ยอดเบิกจ่ายเงินในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลในช่วงเวลา 8 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2552เม.ย. 2553 มีจำนวน 126,800 ล้านบาท รวมกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณสะสม 7 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2552 อีกประมาณ 1,079,000 ล้านบาท ก็มีเม็ดเงินจากภาครัฐเข้าสู่ระบบประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ถ้ายังไม่ฟื้นก็สมควรตายเช่นเดียวกัน หรือท่านผู้อ่านว่าอย่างไรครับ
ทั้งหมดที่ว่ามานั้นเป็นภาพบวกของเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง แต่ในภาพลบจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทยเริ่มลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และตัวเลขทุกตัวที่กล่าวถึงถ้าเทียบกับเดือน มี.ค. 2553 คือ เดือนก่อนหน้า 1 เดือน...อาการชะลอตัวทั้งสิ้น
ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนตระหนักดีว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และมีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องรีบฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ ดูเหมือนนายกรัฐมนตรีท่านก็รีบดำเนินการเรื่องนี้อยู่ เมื่อเร็วๆ นี้มีการเชิญประชุมคณะทูตานุทูตในประเทศ เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยคำพูดหรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่จะต้องเกิดขึ้นจริงจากการกระทำให้เกิดขึ้นให้จับต้องได้สัมผัสได้จริง จึงจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศโดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนต่างชาติดีขึ้นดังเดิม
ผมทราบจากเพื่อนคนหนึ่งว่า มีสถาบันการเงินต่างชาติแห่งหนึ่ง จัดอันดับความเสี่ยงภัยของไทยในระดับเดียวกับประเทศซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ามีความเสี่ยงสูง เช่น เยเมน ซึ่งถ้าไม่แก้ไขให้เกิดความเชื่อมั่น คงไม่มีใครอยากส่งออร์เดอร์สั่งสินค้า หรือเข้ามาลงทุน ส่วนการท่องเที่ยวนั้น ผมยังเชื่อว่าเมื่อเหตุการณ์สงบไปพักหนึ่งคงกลับมาเอง เพราะคนที่เข้ามาเที่ยวนั้น จริงๆ เข้ามาแล้วก็กลับไป ไม่ต้องคิดถึงผลกระทบระยะยาว
พื้นฐานความแข็งแกร่งและมั่นคงของเศรษฐกิจไทยตามตัวเลขที่ประกาศออกมาโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ผมหยิบมาเรียนท่านผู้อ่านนั้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถยืนอยู่ในภาวะที่ภาพลักษณ์ของประเทศยังเป็นลบอยู่ระยะหนึ่งเพื่อรอการแก้ไขจากทุกฝ่าย
แต่การที่จะทำให้คนไทยและคนต่างประเทศกลับมามีความเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งว่า ไทยเป็นประเทศที่สงบ มั่นคง เป็นประเทศที่ไม่เคยแบ่งแยกฝ่ายเพื่อทำลายล้างกัน ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา คงไม่ใช่สร้างขึ้นได้เหมือนนักลงทุนหรือนักธุรกิจข้ามชาติ เช่น ผู้ส่งออก หรือนำเข้า ไทยนั้นเป็นประเทศที่คนอยากเข้ามาเที่ยวเพราะค่าใช้จ่ายต่ำ ประเภท Budget Destination นักท่องเที่ยวประเภทนี้กลัวตายน้อยกว่านักธุรกิจ หรือนักท่องเที่ยวรายได้สูง ถ้าเอาแค่จำนวนนักท่องเที่ยวเป็นเกณฑ์วัดความก้าวหน้าของอตุสาหกรรมท่องเที่ยว ผมว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง
ก็พูดได้แค่นี้ครับ ว่าเรายังมีความสามารถและแข็งแรงพอที่จะรีบทำงานแก้ไขปัญหาที่ทำให้ชาติกลับมาเดินได้ตามปกติอีกระยะหนึ่ง ไม่ต้องวิตกกังวลให้เกินเหตุ แต่การแก้ไขนั้นต้องเป็นภาคปฏิบัติ เพราะโลกยุคนี้ทุกคนทราบข้อมูลเท่าเทียมกัน หลอกกันไม่ได้หรอกครับ







