posttoday
รัฐสวัสดิการดีกว่าประชานิยมหรือไม่

รัฐสวัสดิการดีกว่าประชานิยมหรือไม่

09 กันยายน 2557

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มิได้เป็นคนแรกที่นำนโยบายประชานิยมมาใช้ในการเมืองไทย แต่เป็นคนแรกที่ใช้อย่างกว้างขวางพลิกแพลง มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ทำให้ประชานิยมมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้า

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มิได้เป็นคนแรกที่นำนโยบายประชานิยมมาใช้ในการเมืองไทย แต่เป็นคนแรกที่ใช้อย่างกว้างขวางพลิกแพลง มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ทำให้ประชานิยมมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้า

ในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้ทุ่มเรื่องประชานิยมแบบสุดตัว นำโดยโครงการรับซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาด 4050% และยังมีโครงการอุดหนุนการซื้อรถคันแรก โครงการแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ฯลฯ การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกที่นโยบายประชานิยมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเต็มที่อย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ก็พบว่าโครงการจำนำข้าวประสบปัญหาอย่างหนัก การที่รัฐบาลกักตุนข้าวของไทยไว้ มิได้ผลักดันให้ราคาตลาดโลกสูงขึ้นอย่างที่หวัง และยังทำให้รัฐขาดทุนมหาศาล โครงการอื่นๆ ก็ถูกวิจารณ์ว่าสูญเปล่า

จึงมีผู้เสนอให้เปลี่ยนจากประชานิยมไปเป็นรัฐสวัสดิการ

หลักคิดเรื่องรัฐสวัสดิการนั้น เริ่มต้นที่ทวีปยุโรป ซึ่งในช่วง ค.ศ. ที่ 1516 นั้น ยุโรปเป็นทวีปที่มีฐานะดีกว่าทวีปอื่นๆ โดยส่วนใหญ่ปกครองในระบอบกษัตริย์มาเป็นเวลานาน ซึ่งราชวงศ์ในประเทศเหล่านี้ก็แข่งขันและกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอ และมีการเข้าพวกแบ่งฝ่ายทำสงครามกันบ่อยครั้ง จนกระทั่งหนักที่สุดเป็นระดับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง

ภายหลังสงครามโลกหลายประเทศในทวีปยุโรปได้เปลี่ยนไปใช้ระบอบประชาธิปไตย ได้มีเสียงเรียกร้องรัฐสวัสดิการมากขึ้น ประกอบกับทหารที่เสียชีวิตในการสู้รบในสงครามโลกทั้งสองครั้งส่วนใหญ่เป็นประชาชนระดับรากหญ้า แนวคิดว่าคนที่รวยกว่าควรจะต้องดูแลคนจนซึ่งเป็นผู้เสียสละในสงครามจึงเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

รัฐสวัสดิการบางเรื่องที่นำมาใช้ในไทยนั้นโดนใจประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นครั้งแรกของประเทศ ซึ่งถึงแม้ผู้ที่ริเริ่มความคิดนี้จะเป็นบุคคลอื่น แต่ประชาชนจะจำชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เสมอ

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างประชานิยมกับรัฐสวัสดิการก็คือ ประชานิยมเป็นโครงการที่สามารถยืดได้ หดได้ เมื่อใดที่ประเทศมีฐานะดีก็สามารถเริ่มหรือขยายโครงการประชานิยมได้ เมื่อใดที่ประเทศฐานะไม่ดีก็สามารถยกเลิกหรือลดทอนประชานิยมได้

ส่วนรัฐสวัสดิการนั้น เป็นการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของประชาชน ดังนั้นเมื่อเริ่มโครงการแล้วส่วนใหญ่จะไม่สามารถยกเลิกได้ มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นๆ จนในที่สุดก็มีความเสี่ยงอาจจะมากไปเกินขอบเขตดังที่เกิดขึ้นแล้วในยุโรป

เรื่องการรักษาพยาบาล ในยุโรปเริ่มต้นเป็นการดูแลเฉพาะระดับพื้นฐาน แต่มาบัดนี้กลับเป็นการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในมาตรฐานที่สูงและยังครอบคลุมถึงคนต่างถิ่นที่ไปอาศัยอยู่ชั่วคราวอีกด้วย

ในช่วงที่ผมไปศึกษาในประเทศอังกฤษนั้น ผมได้ประโยชน์จากการรักษาพยาบาลฟรีเท่าเทียมกับคนอังกฤษ ทั้งที่ผมไม่ได้เคยจ่ายภาษีให้แก่รัฐบาลอังกฤษเลยแม้แต่น้อย

เรื่องการจ่ายเงินบำนาญ ในยุโรปบางประเทศรัฐจ่ายเงินบำนาญโดยเทียบเคียงกับอัตราเงินสุดท้ายก่อนเกษียณ และบางประเทศรัฐบริหารจัดการจ่ายเงินบำนาญไม่ใช่เฉพาะแก่ข้าราชการ แต่ให้แก่ประชาชนทุกคนที่เสียภาษีเงินได้และเงินเบี้ยประกันด้วย ดังนั้น การจ่ายเงินบำนาญจึงเป็นภาระใหญ่ต่อเนื่องของรัฐเหล่านี้

เรื่องช่วยเหลือผู้ตกงาน ยุโรปมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่ตกงานในระหว่างที่รอหางานใหม่ โดยบางประเทศจ่ายเงินในอัตราที่เป็นสัดส่วนเทียบกับเงินเดือนสุดท้ายที่เคยได้รับก่อนหน้า จึงทำให้คนตกงานบางคนไม่เร่งหางานทำ หรือแทนที่จะรีบหางานทำแบบปกติเปิดเผย กลับใช้วิธีแอบทำงานแบบลับๆ เพื่อได้รับประโยชน์สองทาง

เรื่องคุ้มครองการเลิกจ้างพนักงาน บางประเทศในยุโรปออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการเลิกจ้างที่เข้มงวดมากเพื่อคุ้มครองลูกจ้าง ดังนั้น ไม่ว่าพนักงานจะทำงานแย่เพียงใด นายจ้างจะไม่สามารถเลิกจ้างได้ง่ายๆ หรือหากเลิกจ้างก็ต้องจ่ายเงินแก่พนักงานจำนวนมาก

รัฐสวัสดิการเหล่านี้ถึงแม้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ก็เป็นภาระต่องบประมาณมากทุกปีๆ จึงทำให้ประเทศยุโรปต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก โดยอัตราสูงสุดสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในหลายประเทศจึงสูงเกินร้อยละ 50 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในบางประเทศก็สูงถึงร้อยละ 25

จากประสบการณ์ในยุโรป รัฐสวัสดิการสามารถใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่หากใช้มากจนเกินไป นอกจากอัตราภาษีจะสูงลิ่วแล้ว ยังจะกระทบการลงทุนทั้งของต่างชาติและภายในประเทศ เพราะนายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างได้ง่าย และคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบก็จะหางานทำได้ยาก เพราะบริษัทไม่สามารถเลิกจ้างคนรุ่นเก่าได้ (ปัจจุบันนี้ประเทศสเปนที่ว่างงานถึงร้อยละ 25 นั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นคนหนุ่มสาว)

นอกจากนี้ ยังอาจจะกระทบการแข่งขันของประเทศ เพราะประชาชนเคยชินกับการช่วยเหลือจากภาครัฐในทุกด้านจะไม่กระตือรือร้น และนักธุรกิจก็มักจะเน้นการคุ้มครองป้องกันตลาดของตน มีการตั้งกฎกติกาเพื่อปิดกั้นการแข่งขันข้ามเขต แต่สำหรับประเทศที่รัฐบาลอุ้มชูประชาชนเพียงพอดีๆ เช่น เยอรมนี และสหรัฐ กลับจะแข่งขันได้ดีกว่า

ประสบการณ์ของยุโรปจึงเป็นข้อเตือนใจว่า รัฐสวัสดิการที่มากจนเกินพอดีก็อาจจะสร้างปัญหาได้ไม่น้อยกว่าประชานิยม

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน