
ต่อเวลา "คดีข้าว" "ปู" มีฮึมแม้รู้ชะตา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายเล็กน้อยสำหรับคำวินิจฉัยของ “อัยการสูงสุด” ที่ยังไม่ฟ้อง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าวตามรายงานที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ เป็นเพราะทีมทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้รับสภาพตั้งแต่แรกแล้วว่าการเปลี่ยนตัวอัยการสูงสุดจาก “อรรถพล ใหญ่สว่าง” มาเป็น “ตระกูล วินิจนัยภาค” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจมีผลให้ ยิ่งลักษณ์ ต้องมีชีวิตทางการเมืองหลังการรัฐประหารวนเวียนอยู่กับการสู้คดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่ชาย
แต่พอสิ่งที่คิดไม่เป็นไปตามสิ่งที่เป็น เลยทำให้ ยิ่งลักษณ์ ยังได้มีเวลาหายใจไปอีกหลายเฮือก
สำหรับเหตุผลที่อัยการสูงสุดชะลอการฟ้องคดีในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกไปก่อน มีสาระสำคัญด้วยกัน 3 ประเด็น
1.ประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เป็นนโยบายต่อรัฐสภา ดังนั้นจึงควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความชัดว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่
2.ประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ “สิ้นกระแสความ” ว่า ภายหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกท้วงติงจากหลายหน่วยงานแล้ว อดีตนายกฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันหรือไม่อย่างไร
3.ประเด็นเรื่องการทุจริต ควรไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้ได้ความว่า พบการทุจริตในขั้นตอนใดและมีการทุจริตอย่างไร นอกจากนั้นการกล่าวอ้างถึงรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่าโครงการมีการทุจริตจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าในสำนวนการไต่สวนมีเพียงหน้าปกรายงานวิจัยเท่านั้น
ข้อโต้แย้งต่างๆ ดังกล่าวของอัยการสูงสุดทำให้ ป.ป.ช.ออกอาการไม่สบอารมณ์พอสมควร ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะผู้รับผิดชอบคดีนี้
“ตอนนี้พูดตรงๆ ว่าเราสวดมนต์ทุกวันให้ท่านอัยการสูงสุดอยู่รอดปลอดภัย เอาเป็นว่าถ้าเราสามารถดำเนินการตกลงกันได้ เราอยากให้ท่านเป็นผู้ฟ้อง แต่ถ้าท่านไม่ไหวจริงๆ เราก็ต้องดำเนินการเอง เพราะว่ากฎหมายได้เขียนเอาไว้ชัดเจน แต่เท่าที่ดูที่ท่านแถลงก็คล้ายๆ กับว่าท่านถอดใจไปแล้ว” ส่วนหนึ่งจากท่าทีของบิ๊ก ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ก.ย.
ตามขั้นตอนเมื่ออัยการสูงสุดไม่เห็นด้วยกับการทำคดีของ ป.ป.ช.จะต้องตั้งคณะทำงานร่วมกันภายใน 14 วัน เพื่อพิจารณาหาข้อสรุป พร้อมกับอาจต้องเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในบางส่วน
ที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลสุดท้ายความเห็นของคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช.จะออกมาในรูปแบบใด ยิ่งลักษณ์ ก็คงหนีไม่พ้นการก้าวเท้าเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีในศาลฎีกาฯ อย่างแน่นอน เพราะ ป.ป.ช.แสดงท่าทีออกมาแล้วว่าถ้าอัยการสูงสุดไม่ฟ้องคดีให้ก็เตรียมตั้งทนายสู้คดีเองเหมือนกับคดีการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงในอดีต
อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งการที่คดีจำนำข้าวได้รับการทดเวลาบาดเจ็บในชั้นการทำงานของคณะทำงานร่วมกันช่วยให้ ยิ่งลักษณ์ ได้โอกาสต่อสู้ในหลายๆ ด้าน
ทั้งในการต่อสู้ทางคดีผ่านการหยิบยกข้อโต้แย้งต่างๆ ให้คณะทำงานของอัยการและ ป.ป.ช.ได้พิจารณา เพื่อสอบปากคำพยานเพิ่มเติม และการต่อสู้ในทางการเมืองผ่านการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน เพื่อให้สังคมเห็นถึงจุดอ่อนในกระบวนการทำงานขององค์กรอิสระและตัดสินว่าการทำงานขององค์กรต่างๆ มีความเป็นธรรมหรือไม่ หนำซ้ำยังสามารถนำประเด็นนี้มาเป็นข้อต่อสู้หนึ่งในชั้นศาลฎีกาฯ ได้
กระนั้นใช่ว่า ยิ่งลักษณ์ จะเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว เพราะอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช.ก็ได้รับเช่นเดียวกัน
ต้องไม่ลืมว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ป.ป.ช.ถูกเพ่งเล็งอย่างหนักถึงมาตรฐานในการไต่สวนคดี โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาการทำงานว่าทำไม ป.ป.ช.ถึงวินิจฉัยคดีจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เร็วเมื่อเทียบกับคดีประกันราคาข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งๆ ที่คดีประกันราคาข้าวมีมาก่อนคดีจำนำข้าว
เช่นเดียวกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะนับตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนตัวแม่ทัพทนายแผ่นดินด้วยอำนาจของ คสช. ก็ถูกจับจ้องมองไม่แพ้กันว่าจะทำหน้าที่บุรุษไปรษณีย์ส่งคดีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เข้าสู่ศาลฎีกาฯ อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมาตั้งคณะทำงานร่วมกันกับ ป.ป.ช.ให้เสียเวลา
ด้วยในบริบทนี้ หากอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาฯ ตามความเห็นของ ป.ป.ช. แน่นอนว่าย่อมมีคำถามเกิดขึ้นตามมามากมาย เช่น ความเป็นกลาง ความเป็นธรรม หรือความเป็นที่สิ้นสุดในแต่ละข้อหาที่มอบให้อดีตนายกฯ เป็นต้น ซึ่งทุกข้อสงสัยเหล่านี้ย่อมเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งในระยะยาวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และย่อมไม่เป็นผลดีถึงความชอบธรรมต่อคดีที่อยู่ในระหว่างการเดินหน้าเอาผิดทางอาญาของ ป.ป.ช.ด้วยไม่มากก็น้อย
ไม่ว่าจะเป็นคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.โดยมิชอบ ของอดีต สส.และ สว. ซึ่งใกล้เข้าสู่จุดไคลแมกซ์เข้าไปทุกที คดีจำนำข้าวในส่วนของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ไปจนถึงคดีอื่นๆ ของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อย่างกรณีการปล่อยให้แกนนำเสื้อแดงที่เป็นรัฐมนตรีปราศรัยในลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
ดังนั้น อีกด้านหนึ่งของการต่อเวลาให้กับคดีจำนำข้าวด้วยการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช. อาจช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในทางการเมือง อันเป็นสัญลักษณ์ว่าระบบการตรวจสอบถ่วงดุลกันเองและการกลั่นกรองยังมีความแข็งแรงอยู่ และป้องกันไม่ให้ฝ่ายของ ยิ่งลักษณ์ มีข้ออ้างมาโจมตีการทำงานของอัยการและ ป.ป.ช.ได้มากนักเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา







