posttoday
ขอต้อนรับ ครม.นักปฏิรูป

ขอต้อนรับ ครม.นักปฏิรูป

03 กันยายน 2557

มาบัดนี้สังคมไทยก็ได้เห็นโฉมหน้าของ ครม.ชุดใหม่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ให้สัญญาไว้ทุกประการ นอกจากนั้นหน้าตาและองค์ประกอบของ ครม.ชุดนี้ยังได้รับการชื่นชมและกล่าวขานในทางบวกจากสังคมอยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะมีเสียงติติงอยู่บ้างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

มาบัดนี้สังคมไทยก็ได้เห็นโฉมหน้าของ ครม.ชุดใหม่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ให้สัญญาไว้ทุกประการ นอกจากนั้นหน้าตาและองค์ประกอบของ ครม.ชุดนี้ยังได้รับการชื่นชมและกล่าวขานในทางบวกจากสังคมอยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะมีเสียงติติงอยู่บ้างซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

เครือข่ายเวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย (TD Forum) ในฐานะผู้เฝ้าติดตามการทำงานของ คสช.และคอยสนับสนุนการปฏิรูปประเทศของกลไกแม่น้ำห้าสายตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 อย่างเอาใจใส่มาโดยตลอด เราต่างคาดหวังร่วมกับภาคประชาสังคมอื่นๆ ทั่วประเทศว่า ครม.ชุดนี้จะเป็น “ครม.นักปฏิรูป” ผู้จะฝากผลงานการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ภพภูมิใหม่

ผมมีแง่คิดบางประการที่อยากจะฝากผ่านเวทีสาธารณะ และขอเป็นกำลังใจในการทำงานของทุกท่านที่เสียสละอุทิศตนในยามที่ชาติยากลำบาก ดังนี้

1.สังคมคาดหวังการปฏิรูปสามระยะจากกลไกทั้งห้า

การปฏิรูปประเทศไม่ใช่งานที่ใครจะสามารถรับเหมาทำแทนแบบเบ็ดเสร็จ แต่มันเป็นกระบวนการที่ผู้คนหลากหลายต้องเข้ามาช่วยกันดำเนินการ ทั้งส่งต่อและรับไม้กันเป็นช่วงๆ ไม่ขาดสาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงจิตสำนึกและวิธีคิดของผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นแกนกลางและเป็นจุดหมายปลายทาง

กลุ่มคนผู้เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะเหนี่ยวนำโครงสร้างความสัมพันธ์ในสังคมให้ปรับเปลี่ยนไปจากเดิม จากกลุ่มเล็กๆ ขยายตัวออกไป เปลี่ยนแบบแผนการให้บริการและรับบริการสาธารณะจากหน่วยหนึ่งสู่หน่วยอื่นๆ จนเกิดระบบใหม่ที่ค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมาแทนที่ของเดิม จากนั้นเมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องแก้กฎกติกาทางสังคมบางอย่างเพื่อรองรับ จึงถึงคิวการปฏิรูปด้านตัวบทกฎหมายเพื่อเปิดทางให้วงจรการปฏิรูปได้หมุนเวียนต่อไป เป็นเสมือนวงจรชีวิต

เมื่อประเทศเข้าสู่โหมดของการเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่ถูกคาดหวังในระยะเฉพาะหน้าคือบทบาทของ คสช.และ ครม.ซึ่งมีกลไก 20 กระทรวง บุคลากร 2 ล้านคน และงบประมาณปีละ 2.5 ล้านล้านบาทอยู่ในมือ ว่าจะเป็นผู้นำการขับเคลื่อนดังกล่าว คนไทยทั้งประเทศต่างกำลังจับจ้องไปที่มาตรการทางนโยบายของ คสช.และรัฐบาลที่อยู่ในรูปแบบของ “ประกาศ คำสั่ง พระราชกฤษฎีกา ระเบียบ ข้อบังคับ โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ” ว่าแต่ละชิ้นแต่ละมาตรการ เป็นไปเพื่อการปฏิรูปหรือไม่

ในระยะกลาง สังคมจะจ้องมองไปที่บทบาทของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) เพราะกลไกทั้งสองจะเป็นผู้ออกกฎหมายใหม่คือ พ.ร.บ.และรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกติกาใหญ่ของสังคมในระยะต่อไป

ส่วนในระยะยาวเป็นเรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะที่นั่นเป็นเวทีที่จะใช้เวลาในการถกปัญหาและหาข้อสรุปจนเกิดความลงตัวว่าประเทศจะเดินไปในทางไหนเป็นการปฏิรูปนโยบายของชาติระยะยาวรูปแบบของผลผลิตจะออกมาในรูปแบบ “(ร่าง) แผนแม่บท (ร่าง) ระเบียบข้อบังคับ หรือ (ร่าง) พ.ร.บ.” เพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลและรัฐสภาในยุคถัดๆ ไป

2.รัฐบาลคือผู้ถือธงนำและลงมือปฏิบัติการปฏิรูป

เจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการปฏิรูปของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะถือเป็นธงนำที่สำคัญที่สุดที่สังคมต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตั้งขบวนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะคอยจับตาสังเกตผู้นำของเขา ต่อท่าที ทัศนะ บทบาทการแสดงและผลงานทั้งส่วนบุคคลและองค์คณะ อันสะท้อนจุดยืน แนวคิด บทบาทการแสดงและพฤติกรรมบางอย่างพร้อมคำวิพากษ์วิจารณ์จะผิดบ้างถูกบ้างก็จะอารมณ์เสียไม่ได้

ในช่วง 1215 เดือนข้างหน้า สังคมคาดหวังว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านจะเริ่มตั้งต้นที่การปฏิรูปกระทรวงของตนอย่างเป็นรูปธรรมมุ่งทำให้เป็นกระทรวงที่ปลอดทุจริตคอร์รัปชั่น ด้วยการส่งสัญญาณที่แรงกล้าและชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานและหน่วยงานย่อยทั่วทั้งองคาพยพ ใช้ศักยภาพในความเป็นผู้นำและอำนาจบริหารสูงสุดเพื่อดูแลจัดระเบียบใหม่ให้เป็นแบบอย่างและเป็นการสร้างความหวังและกำลังใจซึ่งกันและกัน

สำหรับงานภายนอก สิ่งที่สังคมอยากเห็นคือการขับเคลื่อนกลไกและทรัพยากรของกระทรวงเพื่อปฏิรูประบบงานบริการประชาชน และปฏิรูประบบสร้างสังคมเข้มแข็งในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยร่วมกับภาคประชาสังคมและสภาปฏิรูปแห่งชาติอย่างเต็มกำลัง

3.ระมัดระวังการใช้อำนาจแข็งกับภาคประชาชน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่สงบทางการเมืองที่ซุ่มตัวกบดานอยู่ หรือปัญหาชายแดนใต้ หรือความคิดเห็นที่แตกต่างกันในแนวทางการปฏิรูประบบพลังงาน การกระจายอำนาจ ระบบตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ เหล่านี้ในสภาวะที่ คสช.ยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ หากไม่ระวังในการใช้อำนาจแข็งอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวและนำไปสู่สถานการณ์ที่พลิกผันได้

ขอฝากแง่คิดว่า ที่ผ่านมารัฐบาลและส่วนราชการต่างๆ มักคิดในกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลจัดการปัญหาทางสังคมต่างๆ เช่น เมื่อจะจัดการปัญหาสังคมแตกแยกขัดแย้งก็จะนึกถึงกระทรวงมหาดไทย นึกถึงตำรวจทหารซึ่งเป็นกระทรวงเชิงอำนาจ หรือกระทรวงที่เป็นกระแสหลัก ด้วยหวังว่าจะใช้อำนาจแข็งเข้าข่มและจัดการเหมือนในยุคก่อนๆ ซึ่งอันตรายเพราะในโลกยุคใหม่นั้นเปลี่ยนไปมาก ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์และสังคม ขืนใช้วิธีคิดและเครื่องมือแบบเดิมจะนำไปสู่ความล้มเหลว รัฐบาลยุคปฏิรูปควรให้ความสำคัญกับกระทรวงชายขอบ อย่าง วธ. สธ.รง.และ พม. รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมให้มากขึ้น

4.สร้างเครื่องมือปฏิรูปสังคมระยะยาว

เวลาหนึ่งปีนั้นสั้นนัก บัดนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมเขาคิดกันชัดเจนแล้วว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านเฉพาะหน้า เขาอยากเห็น สนช.ออกกฎหมายที่จำเป็นอันถือเป็นจุดคานงัดที่จะเป็นเครื่องมือของสังคมในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะยาวสัก 20 ฉบับ อยากให้รัฐบาลสร้างเครื่องมือทางนโยบายที่เกี่ยวข้องสัก 10 ชิ้น และอยากให้ กมธ.ช่วยออกแบบรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจได้จริง (มีรายละเอียดอะไรบ้างโอกาสหน้าจะได้คุยกัน)

ขอเพียงเท่านี้จริงๆ ครับ

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้