
ครม.-โผทหาร เอกภาพในรอยร้าว
หน้าตาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) “บิ๊กตู่ 1” ไม่ได้มีอะไรผิดความคาดหมาย เมื่อปรากฏว่านายทหารเข้ามานั่งใน ครม.ถึง 12 คน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หน้าตาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) “บิ๊กตู่ 1” ไม่ได้มีอะไรผิดความคาดหมาย เมื่อปรากฏว่านายทหารเข้ามานั่งใน ครม.ถึง 12 คน รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี โดยล้วนคุมกระทรวงหลักทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม
ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ได้นั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม เพื่อเข้ามาสานงานการพัฒนาเศรษฐกิจในด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศให้เกิดความต่อเนื่อง ในฐานะเป็นรองหัวหน้า คสช.ที่ดูแลเศรษฐกิจมาก่อนจะมีรัฐบาล เช่นเดียวกับ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ได้ตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็น รมว.พาณิชย์
แต่ทว่าประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษในการจัด ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์ คราวนี้ อยู่ตำแหน่งของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ซึ่งได้เป็น รมช.กลาโหม ก็เท่ากับว่า พล.อ.อุดมเดช ได้เป็น ผบ.ทบ.ชัวร์ โดยที่ขาเชียร์ไม่ต้องลุ้น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ที่เป็นแคนดิเดต ให้เหนื่อยแต่อย่างใด
สำหรับปัจจัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตั้ง พล.อ.อุดมเดช เป็น รมช.กลาโหม เพราะต้องการรักษาความมั่นคงของตนเองให้มากที่สุด หลังเกษียณในเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะหาก พล.อ.อุดมเดช ได้เป็น ผบ.ทบ. แล้วไม่อยู่ใน ครม. อาจจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ “ขาลอย” และเพื่อปิดช่องอาการกินแหนงแคลงใจที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องเอา พล.อ.อุดมเดช ไว้ใกล้ตัวในตำแหน่ง รมช.กลาโหม และเลขาธิการ คสช. เพื่อจะได้ค้ำบัลลังก์ทั้งในอำนาจ การเมือง และกองทัพอย่างมั่นคงสืบไป
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้วางตัว รัฐมนตรีดูแลงานด้านความมั่นคง 3 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ต่างเป็นคนใกล้ตัวของนายกฯ ด้วยกันทั้งสิ้น
เริ่มที่ “กระทรวงกลาโหม” “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่งขุมกำลังบูรพาพยัคฆ์ เป็นรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม โดย พล.อ.ประวิตร เป็นนายทหารที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองมหาศาล ผ่านสถานการณ์วิกฤตการเมืองครั้งสำคัญมาแล้วจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อครั้งเป็น รมว.กลาโหม เมื่อปี 2553
ขณะที่ “กระทรวงมหาดไทย” ที่ดูแลงานด้านความมั่นคงในมิติของท้องถิ่นและภูมิภาค พล.อ.ประยุทธ์ ก็ให้พี่รองของบูรพาพยัคฆ์อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. เป็น รมว.มหาดไทย ซึ่งบิ๊กป๊อกเป็นทหารใหญ่อีกคนที่ได้มีส่วนรับรู้กับวิกฤตการเมืองเมื่อปี 2553 เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร
ด้าน “กระทรวงการต่างประเทศ” มอบหมายให้ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เตรียมทหารรุ่น 12 ด้วยกันมาทำหน้าที่รองนายกฯ และรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ซึ่งเป็นงานที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ได้ลงมือทำมาตลอดผ่านการไปเยือนผู้นำทางการเมืองและทางทหารของแต่ละประเทศในฐานะตัวแทนของ คสช.
การจัดกำลังรัฐมนตรีด้านความมั่นคงของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้สะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ ค่อนข้างกังวลกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกับความเคลื่อนไหวการเมืองใต้ดิน เพราะนายกฯ ทราบดีว่าแม้เวลานี้การเมืองบนดินจะอยู่ในภาวะเงียบสงบ เนื่องจากฝ่ายการเมืองที่มีตัวตนต่างอยู่ในที่ตั้งของตัวเองและไม่เคลื่อนไหว
ผิดกับการเมืองใต้ดินที่ไร้ตัวละครชัดเจน กลับยังสามารถเคลื่อนไหวผ่านโลกสังคมออนไลน์ได้อย่างมีอิสระ และเป็นปัญหาที่ คสช.ไม่สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเหมือนกับความเคลื่อนไหวการเมืองบนดิน
ที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการให้คนที่ใกล้ตัวที่สามารถไว้วางใจได้มาทำงานด้านความมั่นคงให้ประสบความสำเร็จด้วยโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีความบูรณาการและเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
สอดคล้องกับความคิดเห็นของ “พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์” อดีต สว.สรรหา และอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ให้ทัศนะถึงการจัด ครม.ด้านความมั่นคงว่า “พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องการให้การบริหารงานด้านความมั่นคงมีความเป็นเอกภาพ เพราะต้องไม่ลืมว่าขณะนี้มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาอยู่พอสมควร เช่น การเคลื่อนไหวของกลุ่มใต้ดิน และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้”
“ส่วนการให้ พล.อ.ประวิตร มาเป็น รมว.กลาโหม น่าจะมีเหตุผลมาจากความอาวุโสในครั้งนี้ เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ จะมาเป็น รมว.กลาโหม เองก็อาจจะมีงานหนักมากเกินไป จึงจำเป็นต้องให้บุคคลที่มีความอาวุโสและประสบการณ์มาทำหน้าที่นี้” พล.อ.อ.วีรวิท ระบุ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความเบ็ดเสร็จเด็ดของโครงสร้าง ครม.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ วางไว้ อีกด้านหนึ่งได้แฝงไว้ด้วยความขัดแย้งที่เชื่อมโยงกับการจัดกำลังพลในกองทัพบกอย่างมีนัยสำคัญด้วย โดยสะท้อนผ่านการให้ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ. เป็น รมว.ยุติธรรม
พล.อ.ไพบูลย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดต ผบ.ทบ. สุดท้ายไปไม่ถึงฝั่ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ พล.อ.อุดมเดช เป็นผู้นำกองทัพบกคนใหม่ แต่นั่นยังไม่สร้างรอยร้าวเล็กๆ และลึกเท่ากับการเตรียมให้ พล.อ.ไพบูลย์ ไปนั่งที่กระทรวงกลาโหมในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงตามโผทหารที่กำลังจะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้
เดิมทีมีการคาดหมายว่า หาก พล.อ.ไพบูลย์ พลาดตำแหน่ง ผบ.ทบ. ก็คงอาจได้ตำแหน่งรอง ผบ.ทบ. หรือปลัดกระทรวงกลาโหม หรือ ผบ.สส. เพื่อให้มีบทบาทในกองทัพต่อไป แต่พอโผทหารที่ พล.อ.ประยุทธ์ จัดทำขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะปรากฏว่า พล.อ.ไพบูลย์ ต้องไปนั่งเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม
ไม่ต่างอะไรกับการถูกเด้งออกจากกองทัพบกและหมดโอกาสที่จะกลับมาผงาดในกองทัพอีกครั้ง ส่วนตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ก็เป็นเพียงตำแหน่งปลอบใจเท่านั้น
แม้ พล.อ.ไพบูลย์ จะไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจโดยตรง แต่ในทางอ้อมก็มีสัญญาณของความไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์ พอสมควร ดังจะเห็นได้จากการเข้าอวยพรวันเกิด 94 ปี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นการส่วนตัว มาจนถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนในนามเครือข่ายภาคประชาชนปกป้องประเทศ ที่มายื่นหนังสือถึง พล.อ.เปรม เพื่อสนับสนุน พล.อ.ไพบูลย์ ให้เป็น ผบ.ทบ.คนใหม่
ดังนั้น ภายใต้ความเป็นเอกภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ สร้างขึ้น กลับซ่อนไว้ซึ่งรอยร้าวภายในกองทัพที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจกับการขยายอำนาจของบูรพาพยัคฆ์ งานนี้ต้องตามกันอย่ากะพริบ







