
ขจัดสื่อปลุกปั่น
สื่อมวลชนเป็นสถาบันทางสังคมที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูงจากคนกลุ่มต่างๆ ให้มีบทบาททำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงและตรงไปตรงมาแก่ประชาชน
สื่อมวลชนเป็นสถาบันทางสังคมที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูงจากคนกลุ่มต่างๆ ให้มีบทบาททำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงและตรงไปตรงมาแก่ประชาชน
กล่าวนัยหนึ่งคือสังคมต้องการให้สื่อทำหน้าที่คอยเป็นกระจกสะท้อนสังคมเพื่อกระตุ้นให้มีการแก้ปัญหาต่างๆ ตลอดจนมีบทบาทช่วยให้ประชาชนเท่าทันสถานการณ์ และสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การเฟื่องฟูของธุรกิจสื่อตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กอปรกับความขัดแย้งทางการเมืองที่มีความรุนแรงมากขึ้น สื่อถูกตั้งคำถามต่อบทบาทหน้าที่ทั้งในแง่ความเป็นกลาง การยึดมั่นต่อจรรยาบรรณ การยึดประโยชน์สาธารณะ ฯลฯ
ปัญหาดังกล่าวเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การผูกขาดสื่อโดยรัฐและกลุ่มทุน การแทรกแซงสื่อโดยรัฐบาลและฝ่ายการเมือง
ตลอดจนสื่อเองเห็นแก่ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มากกว่าประโยชน์สาธารณะ เป็นเหตุให้สื่อมวลชนไทยในปัจจุบันยังไม่อาจธำรงบทบาทตามความคาดหวังของสังคมได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและองค์กรสื่อยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพ บุคลากรในแวดวงสื่อบางกลุ่ม บางคนมีปัญหาด้านจริยธรรม อีกทั้งกลไกการกำกับดูแลกันเองยังไม่ได้รับการยอมรับมากพอจนขาดพลังในการทำหน้าที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำกับดูแลวิทยุชุมชนและเคเบิ้ลทีวีของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถือว่ามีความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะได้ปล่อยปละละเลยจนทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อได้รับความเสื่อมเสีย
นอกจากไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้ววิทยุชุมชนและเคเบิ้ลทีวีได้มีส่วนสำคัญในการยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนคนไทยเกิดความเกลียดชังกันเอง และเกิดแตกแยกกันรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการสนับสนุนของกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ขาดความรับผิดชอบ
ดังนั้น นอกจากบทบาทในการตรวจสอบกันเองของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่จะต้องมีรูปธรรมแล้ว กสทช.ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลตั้งแต่การออกใบอนุญาตจะต้องดำเนินการให้การใช้คลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งวิทยุโทรคมนาคมเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
หาไม่แล้วประชาชนคงต้องตั้งคำถามเพื่อให้มีการปฏิรูป กสทช.ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่สังคมคาดหวัง







