
ปั้นดรีมทีม ครม.พิสูจน์กึ๋นบิ๊กตู่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ตอกย้ำข้อครหาเรื่องอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กระโดดมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเอกฉันท์ 191 เสียง จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซ้ำเติมให้การบริหารงานเดินหน้าปฏิรูปประเทศนับจากนี้เต็มไปด้วยแรงเสียดทานมากขึ้นเรื่อยๆ
ต้องยอมรับว่าบทเรียนจากรัฐประหารครั้งก่อน ทำให้หลายฝ่ายตั้งความหวังว่ารัฐประหารครั้งนี้จะต้องนำไปสู่การปฏิรูปจัดวางระบบระเบียบกันใหม่ พาสังคมก้าวพ้นจากหล่มความขัดแย้ง จนกลายเป็นแรงกดดันที่ คสช.ไม่ยอมปล่อยให้ทุกอย่างที่ลงมือลงแรงทำมาต้อง “เสียของ”
เกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา กลไกที่ คสช.พยายามปลุกปั้นให้เป็นมือไม้ทำงานปฏิรูปประเทศ กลับไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นอิสระได้อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อ คสช.ล้วนแต่จัดวางคนที่ไว้ใจเข้ามานั่งทำงาน ทั้ง สนช.ที่เต็มไปด้วยทหารเก่า ทหารปัจจุบัน จนแทบไม่เหลือสัดส่วนให้กลุ่มสาขาวิชาชีพอื่นๆ
เอกภาพที่หวังไว้ว่าจะช่วยทำให้งานใน สนช.สะดวกมากขึ้นจึงย้อนกลับมาเป็นดาบสองคม ซ้ำเติมให้สิ่งที่ คสช.จะเดินหน้าทำนับจากนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม
ความวัวยังไม่ทันหาย กระแสข่าวเรื่องการ “ล็อกโผ” สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลับกระพือหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ในส่วนของการสรรหาระดับจังหวัด 77 จังหวัด ที่หลายพื้นที่มีกระแสข่าวเรื่องการล็อกบุคคล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เปิดกว้างสรรหาจากการรับฟัง ขณะที่การสรรหาในส่วนต่างๆ 11 ด้าน มีเสียงสะท้อนเรื่องคณะกรรมการสรรหา ที่มีกุนซือของ คสช.เข้ามาเป็นกรรมการจำนวนมาก จนพอจะคาดเดาหน้าตาของบุคคลที่จะถูกสรรหามาเป็น สปช. 250 คนได้ ยังไม่รวมกับบางด้านอย่างปฏิรูปพลังงาน ที่มีเสียงสะท้อนห่วงเรื่องตัวแทนจากอดีตบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่มานั่งเป็นกรรมการสรรหา
จากนี้จึงต้องตั้งความหวังไปที่ ครม.ชุดใหม่ที่จะเข้ามารับหน้าที่ฝ่ายบริหารนับจากนี้ไปจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า หลังมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและกฎระเบียบ การปฏิรูปได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัส ซึ่ง ครม.ชุดใหม่ต้องเผชิญ
โฉมหน้า ครม.ชุดใหม่นี้ จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของ คสช.ดีขึ้น หากสามารถดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคมเข้ามาทำหน้าที่ได้อย่างถูกฝาถูกตัว ไม่ใช่เต็มไปด้วยอดีตบิ๊กทหารจากเหล่าทัพต่างๆ หวังให้การทำงานเป็นไปตามต้องการ
ในส่วนของบิ๊กทหารที่เข้ามาคุมงานด้านความมั่นคง ช่วยประคับประคองรัฐบาล คสช.นั้นอาจจะพอรับได้ แต่ถ้าเข้ามาควบคุมในสัดส่วนที่มากเกินไป ย่อมซ้ำรอยของ สนช.จนถูกมองว่าเป็นแค่ร่างเงาของ คสช. ขาดความอิสระในการบริหารอย่างมืออาชีพ เพราะต้องยอมรับข้อจำกัดของทหารที่คุ้นชินอยู่กับระบบกรอบของทหาร แม้จะมีจุดแข็งในเรื่องความรวดเร็ว เด็ดขาด แต่อีกด้านก็มีจุดอ่อนเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง
ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องดึงมืออาชีพเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้ อาทิ ตามโผที่ปรากฏเวลานี้ อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ถูกทาบทามมานั่งรองนายกฯ ดูแลเศรษฐกิจ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย นั่ง รมว.คลัง
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ที่ดึงรองหัวหน้า คสช. ฝ่ายเศรษฐกิจ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็น รมว.พาณิชย์ ยังเสริมทัพด้วยการดึง อภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มาช่วยเสริมทีม เป็น รมช.พาณิชย์ เพื่อสร้างจุดแข็งเรื่องการค้าขายกับต่างประเทศ
ด้านกระทรวงสาธารณสุข ปรากฏรายชื่อ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามาทำหน้าที่เป็น รมว.สาธารณสุข ซึ่งถือเป็นอีกตำแหน่งสำคัญในยุคที่สุ่มเสี่ยงกับโรคระบาด รวมไปถึงระบบประกันสุขภาพที่อยู่ระหว่างการหาข้อสรุปว่าจะเดินหน้าไปในแนวทางใด
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศซึ่งว่าเป็นกระทรวงสำคัญในจังหวะนี้ แม้จะวางตัว พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. มาเป็นเจ้ากระทรวง แต่อีกด้านหนึ่งกระแสว่าเตรียมดึง ดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มาเป็น รมช.ช่วยงาน
ยังไม่รวมกับการดึงมืออาชีพในแต่ละด้านมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำงานในแต่ละด้าน ทั้ง วิษณุ เครืองาม บรรพต หงษ์ทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการได้บุคลากรที่คุ้นเคยกับงานในด้านนั้นๆ ย่อมทำให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าใช้คนจากกองทัพเท่านั้น
เพราะนอกจากหน้าตาของ ครม.จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของ คสช.ได้แล้ว ต้องยอมรับว่าการบริหารงานจากนี้อีกปีกว่าถือว่าเป็นงานหินที่รัฐบาลต้องเผชิญ หากบุคคลที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ขาดความรู้ ประสบการณ์ ย่อมทำให้รัฐนาวา คสช.ต้องเสี่ยงกับมรสุมที่จะรุมเร้านับจากนี้จนอาจทำให้ล้มลงก่อนเวลาที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่อย่างปัญหาเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ รวมไปถึงปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ราคาสินค้า หากปล่อยให้เกิดปัญหานี้ขึ้นในช่วงนี้ ย่อมไม่เป็นผลดี และอาจกระทบไปถึงการปฏิรูปประเทศที่เริ่มออกตัวไปแล้ว
ยังไม่รวมกับการจัดการ “ม็อบ” ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเห็นต่างทางการเมือง กลุ่มต้านรัฐประหาร หรือกลุ่มประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากด้านต่างๆ ไปจนถึงเกษตรกรที่เดือดร้อนจากสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ตั้งเค้าจะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ
สุดท้ายโจทย์ใหญ่เรื่องการปฏิรูปด้านต่างๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติที่เป็นหัวใจเป้าหมายของ คสช.ที่ต้องเดินหน้าไปถึงจุดหมาย หากทีมงานบุคลากรฝ่ายบริหารได้คนดีมีฝีมือเข้ามาร่วมงานอย่างหลากหลาย อิสระ ย่อมทำให้กระบวนการเหล่านี้ไปถึงจุดหมายและได้รับการยอมรับ แต่หากอำนาจบริหารยังกระจุกตัวอยู่ในมือของบิ๊กทหารเพียงไม่กี่คน การยอมรับคงยากจะเกิดขึ้น
การตัดสินใจเลือก ครม.ครั้งนี้จึงเป็นโจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในสถานะนายกรัฐมนตรี ต้องคิดหนัก







