
ธรรมเครื่องเนิ่นช้า
ในยุคสมัยของโลก Digital 3G 4G ที่แข่งขันกันด้วยความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร หรือการคมนาคม
ในยุคสมัยของโลก Digital 3G 4G ที่แข่งขันกันด้วยความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร หรือการคมนาคม ที่ทุกอย่างต้องการความเร็วสูง หรือแม้แต่การประกอบอาชีพ อาชีพอะไรที่ต้องทนลำบากยากนานก่อนจะสำเร็จหอมหวานในภายหลังนั้น ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป อะไรที่เร็วสะดวกง่ายได้เงินมากโดยรวดเร็ว แม้จะเสี่ยงหรือไม่ตรงไปตรงมาก็มักเป็นที่นิยมมากกว่า แต่ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า “ธรรม” ซึ่งหมายถึงธรรมชาติ อันเป็นเครื่องเนิ่นช้ากลับเจริญมากยิ่งขึ้น สวนทางกับวิสัยของชาวโลกที่ต้องการความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการดำรงชีวิต “ธรรมอันเป็นเครื่องเนิ่นช้า” หมายถึงอะไร?
ถ้าจะพูดถึงธรรมอันเป็นเครื่องเนิ่นช้านั้น ในทางพระพุทธศาสนาจัดให้กับธรรม 3 ประการ คือ “ตัณหา มานะ และทิฏฐิ” ทั้ง ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ล้วนเป็นธรรมชาติประเภทหนึ่ง แต่เป็นธรรมชาติในฝ่ายที่ไม่ดี ในฝ่ายชั่ว ที่เรียกว่า ฝ่ายอกุศล หรือ ฝ่ายบาป นั่นเอง ธรรมเหล่านี้มีโทษ ให้ผลเป็นความทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงจัดเข้าอยู่ในอกุศลธรรม เมื่อธรรมเหล่านี้เป็นฝ่ายไม่ดี แล้วยังเป็นเครื่องเนิ่นช้าด้วย ทำไมจึงเจริญในยุคสมัย Hi Tech เช่นนี้? อาจเป็นเพราะธรรมเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นมีเวทนา (คือความรู้สึก) 2 ประเภท เกิดประกอบ คือ เป็น สุข คือ ความสุขใจ หรือเป็นความเฉยๆ เมื่อธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ผู้นั้นก็ไม่ได้มีความรู้สึกทุกข์ร้อนใจ บางครั้งก็รู้สึกเฉยๆ บางครั้งก็เป็นสุขใจ เกิดความโสมนัส ยินดี อิ่มเอิบใจ ด้วยซ้ำ ธรรมเหล่านี้บางทีเราก็ชักชวนกันไปทำ บางทีเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องก็ชวนกันไป ทำให้เกิดเพิ่มทวีขึ้นในใจ ไม่เว้นแม้แต่สื่อต่างๆ ทั้งสื่อที่มีมาแต่โบราณอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี หรือสื่อมือถือ สื่อ OnLine ทั้ง Social Network ต่างๆ ก็ช่วยกันทำให้ธรรมเครื่องเนินช้าเหล่านี้มี Outlet มากมาย และเข้าถึงจิตใจของเราได้อย่างรวดเร็ว และสุขุมลุ่มลึก ถูกอกถูกใจยิ่งขึ้น
ถ้าจะพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ “ตัณหา” ก็คือ นามธรรมที่เรารู้จักกันดี ในชื่อต่างๆ เช่น ความโลภ โลภะ ราคะ ความพอใจ ความยินดี ความใคร่ ความติดใจ ความชอบ ความอยาก เป็นต้น ท่านเห็นว่าความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นมากและแพร่หลายในสังคมของเราหรือไม่ โฆษณาต่างๆ ความนิยมต่างๆ เป็นไปในทางตัณหา หรือเป็นไปในทางชักจูงให้ปรารถนาน้อยให้พอเพียง คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโลกของเรากำลังเดินไปสู่ความปรารถนามากและมากขึ้นเรื่อยๆ ตัณหาจึงเพิ่มพูนในใจของพวกเราได้ง่ายและมากขึ้นทุกวัน หากไม่มีสติไม่พิจารณาคอยระมัดระวัง
“ทิฏฐิ” ก็คือ นามธรรมที่มีลักษณะเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้องตามธรรมตามความเป็นจริง ชื่อเต็มๆ ของเขาก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ” หรือ ความเห็นผิด นั่นเอง ปัจจุบันนี้เรามีความเห็นผิดบ้างไหมหนอ หลายท่านอาจคิดว่า ไม่มี แล้วจริงๆ มีหรือไม่? ที่แน่ๆ ก็คือ มี และมีแน่ๆ ผู้ที่ไม่มีความเห็นผิดเลยต้องเป็นพระโสดาบันแล้ว ลองมาดูลักษณะที่เรียกว่า ความเห็นผิด เช่น เห็นว่าบาปบุญไม่มี การทำดีทำชั่วไม่มีผล ท่านผู้อ่านคงได้เห็นคนไม่น้อยที่มีความเชื่อเหล่านี้ แต่สำหรับผู้ที่มีธรรมะประจำใจ ที่ยังเป็นปุถุชนก็ไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิครอบงำอีก เช่น ความเห็นว่า เป็น “เรา” เป็น “ของของเรา” เป็น “ตัวตนของเรา” เห็นว่า “เที่ยงแท้แน่นอน” “เห็นว่างาม เห็นว่าน่าใคร่น่าพอใจ” เหล่านี้เป็นต้น นี้เป็นสภาวะของมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเกิดขึ้นในใจเราได้ และเห็นด้วยหรือไม่ว่าความคิดผิดสภาวธรรมเหล่านี้ กำลังเจริญมากยิ่งๆ ขึ้น ดูง่ายๆ ก็ที่คนเชื่อกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ลดลงหรือเพิ่มขึ้น การกระทำผิดศีลเพื่อแลกมาซึ่งผลทางการเงินมีเพิ่มขึ้น และเป็นที่ยอมรับ ดูไม่น่าเกลียดในสังคมหรือไม่ เรายึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน มีสถานเสริมความงามมากมายเท่าไหร่ หรือว่าสังคมจะชักจูงให้ปล่อยวางกันมากขึ้น
“มานะ” ก็คือ นามธรรมอีกประเภทหนึ่ง แต่ไม่ใช่มานะพยายามที่เรารู้จักกัน มานะในทางธรรมะท่านหมายถึง ความถือตัว ความเปรียบเทียบ เช่น มีความถือตนว่าดีกว่าเขา เปรียบเทียบว่าเราด้อยกว่าเขา หรือแม้แต่ว่าคิดว่าเราเสมอเขา คือ เป็นกลุ่มเป็นพวกเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดเปรียบเทียบเกิดขึ้น มานะก็กำลังเกิดในใจของเรา มาลองดูว่า ธรรมเครื่องเนินช้าประเภทนี้ มี Trend ที่จะเกิดมากขึ้นหรือน้อยลง หากท่านมองดูให้ดีก็จะเห็นว่า สังคมมีการเปรียบเทียบกันมากขึ้น การแบ่งชนชั้น การรวมกลุ่ม แล้วเทียบกัน มีให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อมานะเกิดขึ้นแล้ว ความไม่พอใจ ก็มักตามมา เช่น บางคนน้อยใจในโชควาสนาว่าเราจนกว่าเขา เราลำบากกว่าเขา บางคนก็หยิ่งทะนงยึดมั่นเมื่อเทียบแล้วคิดว่าตนดีกว่าผู้อื่น เมื่อก่อนนักเรียนหรือที่ทำงานหลายประเภท แต่งเครื่องแบบ ก็ทำให้ไม่ค่อยเปรียบเทียบกัน แต่ปัจจุบันก็นิยมแสดงออกถึงตัวตนกันมากขึ้น จึงเอื้อให้เกิดการคิดเปรียบเทียบมากขึ้น แม้แต่สื่อต่างๆ เมื่อใครไปเที่ยว ไปทำอะไรมา ก็ Post ลงอวดกัน หลายคนคงเกิดมานะขึ้นในใจ ทั้งคน Post คนดู ว่าเราเหนือกว่าเขา เราเสมอเขา หรือเราด้อยกว่าเขา เป็นต้น
ตัณหา ทิฏฐิ มานะ เป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า เพราะทำให้หลงติดอยู่ในสังสารวัฏ ให้กระทำอกุศลโดยไม่รู้ตัวได้โดยง่าย เพราะมีเวทนาหรือความรู้สึกที่ไม่รุ่มร้อนรุนแรงเหมือนความโกรธ คือโทสะ และอกุศลที่เป็นพวกโทสะ ซึ่งเกิดพร้อมกับความไม่พอใจ ความกระทบกระทั่งใจ ซึ่งมองเห็นได้ง่าย ต่างจากธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่หล่อหลอมอยู่ในใจ เกิดบ่อยๆ เกิดขึ้นบางทีคนอื่นหรือตัวเองก็ไม่ค่อยเห็นโทษ จึงซึมลึกเกิดจนเป็นนิสัย ดังนั้นเมื่อชีวิตยุคสมัยที่อะไรๆ ก็รวดเร็วทันใจ เราจึงควรระวังอย่างให้ความสะดวกสบายเหล่านี้ เป็นไปในทาง ตัณหา ทิฏฐิ มานะ เพราะจะทำให้วัฏฏะที่จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิดยืดยาวออกไป การบรรลุธรรมเนิ่นช้าออกไป ทั้งเป็นไปในทางที่ไม่ดีจะก่อให้เกิดความทุกข์ความลำบากเดือดร้อนต่อตนเองในอนาคต...







