
"รสนา" เตือนคสช.อย่าตกหลุมพรางกลุ่มทุนขายสมบัติชาติ
อดีต สว.กทม. โพสต์เฟซบุ๊ก เตือน คสช.อย่าตกหลุมพราง ชี้แยกท่อก๊าซขายสมบัติชาติหนักกว่าแปรรูป ปตท.
อดีต สว.กทม. โพสต์เฟซบุ๊ก เตือน คสช.อย่าตกหลุมพราง ชี้แยกท่อก๊าซขายสมบัติชาติหนักกว่าแปรรูป ปตท.
น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสว.กทม.โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า "การขายสมบัติชาติ คือการขยายความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย"
ขอบคุณเพจ "ทำไมคนไทยต้องใช้น้ำมันแพง" ที่นำข้อมูลชุดใหม่เกี่ยวกับ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" มาเปิดเผยเพิ่มเติมเมื่อวานนี้ ท่านที่สนใจสามารถไปดูในเพจ "ทำไมคนไทยต้องใช้น้ำมันแพง"
จากข้อมูลของเพจ "ทำไมคนไทยต้องใช้น้ำมันแพง" น่าสนใจข้อมูลที่ว่าการแปรรูปปตทครั้งที่1 เปิดขายหุ้นปตทเพียง 31% (ด้วยเม็ดเงินเพียง 23,199 ล้านบาท) สามารถทำกำไรให้กลุ่มทุนเหล่านี้ ถึงกว่า 140,000ล้านบาทในเวลาเพียง2ปี คิดเป็นกำไรมากกว่า 500% จะมีกิจการอะไรทำกำไรง่ายและมากเท่านี้ นอกจากกิจการขายสมบัติชาติกระมัง!?! เพราะคนขายสมบัติชาติไม่ต้องลงทุน แค่มีอำนาจรัฐก็พอ แต่ผู้ลงทุนคือประชาชนทั้งประเทศ
ดิฉันนึกถึงคำพูดของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้สัมภาษณ์นิตยสารประชาชาติเมื่อปี 2517 ในช่วงที่เพิ่งมีพ.ร.บตลาดหลักทรัพย์ใหม่ๆ ท่านตั้งคำถามว่า "คนจะเอาสินค้ามาขาย ก็ต้องชั่งดูประโยชน์ที่จะได้ เช่น ถ้าบริษัท ก ค้าขายกะปิมา20ปี แล้วได้กำไรทุกปี เจ้าของบริษัทร่ำรวย แล้วเรื่องอะไรเขาจะขายหุ้นของบริษัทเพื่อเอาประโยชน์ไปแบ่งกับชาวบ้าน"
สอดคล้องกับคำกล่าวของโจเซฟ สติกลิสต์ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2544 ปีเดียวกับที่แปรรูปปตท.เข้าขายในตลาดหลักทรัพย์ โจเซฟ สติกลิสต์กล่าวว่า "การแปรรูปคือการคอรัปชั่น Privatization is Bribarization" เพราะ "พวกตนไม่จำต้องฉกฉวยเอากำไรจากรัฐวิสาหกิจเป็นรายปีอีกต่อไป เพียงแต่บอกขายรัฐวิสาหกิจให้ต่ำกว่าราคาตลาดเสีย พวกตนก็สามารถฉวยเอามูลค่าสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจก้อนโตเข้าตัว แทนที่จะทิ้งมันไว้ให้ผู้มาดำรงตำแหน่งคนต่อๆไปมาถลุง.."
การแปรรูปปตท.ครั้งที่1ในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งเคยกล่าวว่าจะขายหุ้นให้เอกชนเพียง25% แต่ในที่สุดก็มีการขายหุ้นให้เอกชนครอบครองถึง48-49% ซึ่งเม็ดเงินที่เอกชนจ่ายเพื่อครอบครองหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของปตท. มีมูลค่ารวมกันเพียง28,277ล้านบาทเท่านั้น ต้องถามว่ารัฐวิสาหกิจอย่างปตท. ขาดแคลนเม็ดเงินเท่านี้หรือ?
โรดแม็ปการแปรรูปขายสมบัติชาติครั้งที่2 จะหนักกว่ายุครัฐบาลทักษิณ เพราะเป็นการกลับข้างกัน คราวนี้จะให้รัฐเป็นฝ่ายถือหุ้นข้างน้อย25% ในโครงข่ายพื้นฐานที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และให้เอกชนเป็นเจ้าของโครงข่ายที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินถึง 75% แล้วถูกหลอกว่าวันหนึ่งจะซื้อคืนเพื่อครอบครองท่อก๊าซทั้ง100% คงไม่ต่างจากชาวนาถูกโกงที่นาไปแล้ว จะมีปัญญาไปซื้อที่นาคืนไหม?
เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมต้องรีบทำในช่วงที่บ้านเมืองปลอดจากการมี"รัฐธรรมนูญถาวร" หรือก่อนการเลือกตั้งปี 2558 อุปมาเหมือนประตูเหล็กของบ้านหายไปนี่เอง ทำให้ขนทรัพย์สินทำได้สะดวกเพราะไม่มีประตูเหล็กเป็นเครื่องป้องกันกีดขวางโจรกระมัง ?
นี่เป็นการต่อยอดให้กับรัฐบาลทักษิณในยุคยิ่งลักษณ์ ใช่หรือไม่? ที่มีการโยนหินถามทางตั้งแต่เมื่อปี2554 ว่าอยากให้ปตท.เป็นเอกชน โดยให้รัฐขายหุ้นปตท.สัก2%จากหุ้น51% เหลือ48% ปตท.ก็จะสิ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจตามระบบงบประมาณ ก็จะไม่ต้องถูกตรวจสอบงบดุลโดยสตง.ไม่ต้องถูกหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ และประชาชนมาตรวจสอบอีก
แต่ที่ทำไม่ได้เพราะติดอยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2550 นี่เองมาตรา84(11) บัญญัติว่า "การดำเนินการใดที่เป็นเหตุให้โครงสร้างหรือโครงข่ายพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 จะกระทำมิได้"
ที่จริงมาตรานี้ไม่เคยปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แสดงว่าก่อนปี2550 โครงข่ายของกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน จะยกให้เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ได้เลย การรัฐประหารปี 2549 มีกลุ่มทุนที่ไปนั่งอยู่ในสภานิติบัญญัติ จึงมีการสอดใส้มาตราแปรรูปสมบัติชาตินี้เข้ามาในรัฐธรรมนูญปี 2550
การรัฐประหารปี2549 ช่วยให้โรดแม็ปกลุ่มทุนเข้ายึดปตท.ได้ครึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาทั้งที่แปรรูปผิดกฎหมาย ศาลฯจึงมีคำสั่งให้แบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ถูกฮุบเอาไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคืนให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐ
กรณีการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท.ควรมีการศึกษาในทางวิชาการว่า ผู้ที่ถูกประชาชนฟ้องคดีทั้ง4 ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี, นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีพลังงาน และบมจ.ปตท.ว่าแปรรูปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ควรหรือไม่ที่จำเลยแผ่นดินเหล่านี้ จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการแบ่งแยกและคืนทรัพย์สินของแผ่นดินอีก ในเมื่อเป็นผู้ถูกฟ้องในฐานกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ควรเป็นคนกลางที่ไม่ใช่ผู้ถูกฟ้องคดีมาทำหน้าที่ เพราะหากคนเหล่านี้ต้องการปกป้องสมบัติของแผ่นดิน ก็ไม่ต้องรอให้ประชาชนมาฟ้องคดีด้วยซ้ำ เมื่อได้รับมอบหน้าที่ตามมติ
ครม.คนเหล่านี้ก็ไม่ปฏิบัติตามมติครม. ซึ่งสตง.เป็นหน่วยงานที่ไม่ถูกฟ้องคดี การเป็นผู้ตรวจสอบรับรองทรัพย์ที่ต้องคืนจึงแตกต่างจากกลุ่มคนที่ถูกฟ้องคดี การที่กันสตง.ออกจากกระบวนการในการแบ่งแยกและคืนทรัพย์สินจึง
เป็นข้อน่าสงสัย
กลุ่มทุนที่ต้องการเอาสมบัติชาติเป็นของเอกชน กำลังจะใช้การรัฐประหารครั้งนี้สานต่อภารกิจฮุบสมบัติชาติทั้ง100% กลุ่มทุนการเมืองที่ถูกขนานนามว่าทุนสามานย์ เมื่อปล้นบ้านเมืองแล้วใช้วิธีออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่วนกลุ่มทุนขายสมบัติชาติ จะใช้วิธีออกกฎหมายแล้วจึงฮุบ แบบนี้ใช่หรือไม่?
การขายสมบัติชาติให้เอกชนครั้งที่1 เพียง31% ด้วยเม็ดเงินแค่ 23,199 ล้านบาท ก็ทำกำไรให้กลุ่มทุนการเมืองในครั้งนั้นถึง140,000ล้านบาทในเวลาเพียง2ปี เอกชนเจ้าของหุ้น49%ด้วยเงินลงทุนรวมเพียง 28,277ล้านบาท ได้ส่วนแบ่งเงินปันผลเกือบ 500,000ล้านบาทในระยะเวลา12ปีหลังการแปรรูป และครอบครองส่วนแบ่งทรัพย์สินของชาติอีกกว่า 500,000ล้านบาทในปัจจุบัน
โรดแม็ปขายท่อก๊าซสมบัติชาติครั้งที่2 นี้ คงจะยิ่งกว่าเอาทรัพย์แผ่นดินมาจัดมิดไนท์เซล ซัมเมอร์เซลกันเลยเชียวล่ะ ตลาดหลักทรัพย์จะอู้ฟู่ขนาดไหน กลุ่มทุนขายสมบัติชาติที่เคยตั้งสำรับก่อนปี2544 แต่ถูกกลุ่มทุนสามานย์ชุบมือเปิบไป49% เมื่อครั้งที่แล้ว คราวนี้รีบร้อนจะขอแบ่งเปิบสมบัติชาติอีก51% ที่เหลือ ใช่หรือไม่?
ดิฉันเชื่อมั่นด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า"คณะรักษาความสงบแห่งชาติ"(คสช.)ได้เข้ามาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินก็เพื่อสร้างความสงบและความสามัคคีของปวงชนชาวไทย ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐบาลได้บริหารให้มีการแบ่งปันกันตามหลักสาธารณโภคี (การแบ่งปันทรัพยากร สิ่งมีคุณค่าของสังคมให้ส่วนรวม)กับประชาชนคนส่วนใหญ่ มิใช่ดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหนือรัฐบางกลุ่ม เข้ามาแย่งชิงสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในชาติ เอาไปให้กลุ่มของตนครอบครองเพิ่มขึ้นอีก
การแยกท่อก๊าซเพื่อแปรรูปและขายให้เอกชนในตลาดหลักทรัพย์ มิใช่ภารกิจหลักของการเข้าควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของ"คสช." มิใช่หรือ?
จึงกราบเรียนท่านมาด้วยความเคารพว่า อย่าได้ตกหลุมพรางของกลุ่มทุนที่มุ่งหมายขายสมบัติชาติ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ควรจะเปิดรับฟังประชาชนที่มีสิทธิ์ มีส่วนเป็นเจ้าของทุกคนก่อนจะดำเนินการใดในเรื่องนี้ เพราะเป็นหนึ่งในความขัดแย้งตลอด10ปีที่ผ่านมา มิเช่นนั้นแล้ว จะกลับกลายเป็นว่าการรัฐประหารครั้งนี้เป็นไปเพื่อต่อยอดให้กลุ่มทุนที่หวังฮุบสมบัติชาติได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่เคยวางเอาไว้เมื่อ 13ปีที่แล้ว ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองยิ่งขึ้นกว่าครั้งที่กลุ่มทุนสามานย์แปรรูปปตท.ครั้งแรก และก่อความเสียหายต่อบ้านเมือง ทำให้ประชาชนแตกความสามัคคี ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งนั่นย่อมมิใช่สิ่งที่คสช.และประชาชนปรารถนาอย่างแน่นอน







