
กู้8หมื่นล้าน
โพสต์ทูเดย์
— คลังกู้เงินอีก 8 หมื่นล้านบาท ทำไทยเข้มแข็ง ปั่นจีดีพี 3.54.5%แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 1 มิ.ย. 2553 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เชิญสถาบันการเงิน 30 แห่ง เข้าประมูลดอกเบี้ยปล่อยกู้ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ก่อสร้างโครงการไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ เงินกู้จะแบ่งเป็น 2 วงเงิน วงเงินละ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะให้หน่วยงานที่ดำเนินโครงการไทยเข้มแข็งเบิกใช้ในไตรมาส 3 ของปีนี้
การกู้เงินจาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2552 มีการกู้ไปแล้ว 8 หมื่นล้านบาท เป็นการกู้เพื่อชดเชยเงินคงคลัง 5 หมื่นล้านบาท และลงทุนในโครงการไทยเข้มแข้งจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ต่อมาในปีงบประมาณ 2553 มีการกู้เพื่อลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งอีก 1.2 แสนล้านบาท แรกอีกจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ครั้งที่อีกจำนวน 9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2 วงเงิน วงเงินละ 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเบิกจ่ายและใกล้จะหมดลงในไม่ช้านี้ ทำให้ต้องเริ่มกู้จากสถาบันการเงินรอบใหม่
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การกู้เงินจาก พ.ร.ก.เพื่อลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อนับรวมที่จะกู้ใหม่ด้วยจะรวมเป็นวงเงินทั้งหมด 2.6 แสนล้านบาท เหลือวงเงินอีก 9 หมื่นล้านบาท ที่จะต้องกู้ภายในสิ้นปี 2553 ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยกู้ปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4
โดยเมื่อกู้มาแล้ว โครงการสามารถที่จะเบิกและดำเนินการได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีนโยบายให้เงินกับโครงการที่ดำเนินการได้ทันที่ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“การกู้เงินทุกครั้งที่ผ่านมาสถาบันการเงินให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราที่ต่ำ 1.591.51% ต่อปีเท่านั้น และเชื่อว่าการกู้ครั้งนี้อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำเหมือนเดิม เพราะสถาบันการเงินอยากปล่อยกู้ให้กับรัฐบาล ไม่มีความเสี่ยง รวมถึงสภาพคล่องของสถาบันการเงินมีอยู่จำนวนมาก” แหล่งข่าวเปิดเผยสำหรับสถานะการเงินโครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก. ข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 2553 มีโครงการที่ได้รับอนุมัติ 41,058 โครงการ มูลค่า 3.49 แสนล้านบาท จัดสรรเงินแล้ว 36,222 โครงการ มูลค่า 2.95 แสนล้านบาท คิดเป็น 84.4% ของโครงการที่ได้รับอนุมัติ มีโครงการที่ลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง 20,023 โครงการมูลค่า 2.26 แสนล้านบาท คิดเป็น 40.1% ของโครงการที่ได้รับจัดสรรเงิน และ มีโครงการที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ 800 โครงการ มูลค่า 1.94 หมื่นล้านบาท หรือ 5.5% ของโครงการที่มีการเซ็นสัญญา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ถึงการพิจารณางบประมาณประจำปี 2554 ของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ตนขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่ให้ความเห็นชอบในการ ผ่านงบประมาณปี 2554 ไปแล้วนั้น หลังจากนี้ไปก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการในสัปดาห์หน้าเป็นต้น
อย่างไรก็ตามไตรมสแรกของปยใน ในไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวถึง 12% ขยายตัวสูงมากรองจากสิงคโปร์เท่านั้น ถือว่าเป็นการขยายที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก การส่งออกของประเทศมีความเข้มแข็งอย่างมาก มีการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 30 การท่องเที่ยวได้ขยายตัวเกือบร้อยละ 30 รวมทั้งการบริโภคภายประเทศมีความเข้มแข็ง และการขยายตัวทางด้านการลงมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีขึ้น
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สงบ และมีความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการคาดการณ์ในไตรมาสที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนพ.ค. และในมิ.ย. ธุรกิจการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมทั้งจะกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชน ดังนั้นแม้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 3 เดือนแรกจะขยายตัวในร้อยละ 12 แต่การประมาณตัวเลขทั้งปี ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รัฐบาลคาดว่าประเทศตัวจะมีตัวเลขทางเศรษฐกิจสูงถึง 6 7 % แต่รัฐบาลยังมีความมั่นใจว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวประมาณ 3.54.5% ในปีนี้ ดังนั้นในช่วงนี้รัฐบาลจะพยายามเร่งฟื้นฟูทางเศรษฐกิจต่อไป
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการจัดงบประมาณปี 2554 ของรัฐบาล ว่า ได้จัดไว้ที่ 2.07 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดงบประมาณแบบขาดดุลประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณนี้เป็นการเอางบประมาณทางการเงินการคลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งเหตุผลที่จัดงบประมาณเช่นนี้ ก็เพราะจะนำเงินไปใช้ในคือ ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปีที่ผ่านมารัฐบาลคิดว่าอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกู้เงินเป็นกรณีพิเศษประมาณ 8 แสนล้านบาท เพื่อนำเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลังจากการบริหารราชการมา 1 ปี ปรากฎว่าเศรษฐกิจของประเทศได้ติบโตขยายตัวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินที่เหลืออีกจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป อย่างไรก็ตามโครงการที่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องใช้เงินกู้ดังกล่าว จนเงนโครงการไทยเข้มแข็ง







