
หนี้ครัวเรือนยังพุ่งขัดใจคสช.
ธปท.ห่วงหนี้ครัวเรือนยังสูง หนี้เสียส่อเพิ่ม แบงก์หยุดปล่อยกู้สินเชื่อบุคคล
ธปท.ห่วงหนี้ครัวเรือนยังสูง หนี้เสียส่อเพิ่ม แบงก์หยุดปล่อยกู้สินเชื่อบุคคล
นายอานุภาพ คูวินิชกุลผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคยังขยายตัวได้ ยกเว้นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ สะท้อนถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ซึ่งทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้กระทรวงการคลังเร่งศึกษาการลดหนี้ครัวเรือนลง แม้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะยังทรงตัว แต่ถ้าดูในระยะยาวก็มีแนวโน้มเพิ่ม
ทงนทั้งนี้ เอ็นพีแอลก่อนหักสำรองหนี้เสียในไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.3% แต่หนี้เสียหลังหักสำรองอยู่ที่ 1.1% ของสินเชื่อรวม เอ็นพีแอลของสินเชื่อธุรกิจทรงตัวอยู่ที่ 2.2% เอ็นพีแอลของสินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า
“ที่ต้องจับตาดูคือสินเชื่อค้างชำระตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป แต่ยังไม่ถึง 3 เดือน มียอดคงค้าง 2.982 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,600 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.4% ของสินเชื่อรวม ทำให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มไตรมาส 2 เพิ่มอีก 8,600 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนเงินกันสำรองหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเพิ่มเป็น 169.2% และธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ซึ่งเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 จำนวน 1.89 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15.9% นับว่าสูงมาก เชื่อว่าสามารถรองรับปัญหาคุณภาพสินเชื่อได้มาก
“ส่วนที่กังวลกันว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น เพราะเริ่มค้างชำระเกิน 3 เดือนมากขึ้น ธปท.คาดว่าไม่น่ากังวล เพราะแบงก์จะยึดรถแล้วนำไปขายทอดตลาด แต่ยอมรับว่ามีปัญหาบ้างในช่วงที่ราคารถมือสองปรับลงมาก 20-30% เพราได้รับผลกระทบของโครงการรถยนต์คันแรกที่มีรถใหม่เข้าตลาดมากอาจทำให้แบงก์ขาดทุนในส่วนนี้” นายอานุภาพ กล่าว
นายประพล พรประภา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร (TK) เปิดเผยว่า บริษัทเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น ซึ่งต่อเนื่องจากปี 2556 โดยครึ่งปีหลังนี้จะเพิ่มเงินดาวน์รถอีก 23% จากเดิมที่กำหนดไว้ 1015% รวมถึงยังเข้มงวดการให้สินเชื่อ ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นเป็น 30-35% จากเดิม 20% อีกทั้งเร่งจัดเก็บหนี้ให้เร็วขึ้นและติดต่อสอบถามข้อมูลลูกค้าใกล้ชิดขึ้น
บริษัทยังลดจำนวนการเปิดสาขาใหม่ปีนี้ลงเหลือ 12 สาขาจากปกติที่เปิดจำนวน 34 สาขาต่อปี หลังจากในช่วงไตรมาส 2 ปี 2557 บริษัทกำไรที่ 3.75 ล้านบาท ลดลงค่อนข้างมากจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 105.91 ล้านบาท
เนื่องจาก ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2557 ได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญและตัดหนี้สูญจำนวนถึง 366.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นขึ้น 36.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 บริษัท สำรองหนี้สงสัยจะสูญและตัดหนี้สูญไปรวม 699.1 ล้านบาท โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เนื่องจากบริษัทมีนโยบายเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นจากเกณฑ์เดิมซึ่งหากลูกค้ารายการค้างชำระค่างวดติดต่อกัน 6 เดือนจะตั้งสำรองทันที โดยเพิ่มขึ้นหากลูกค้ารายใดที่มีความเสี่ยงจะมีการตั้งสำรองทันที เนื่องจาก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 โดยมีลูกค้าจ่ายชำระค่างวดช้าลงจากผลเศรษฐกิจที่ชะลอตัวติดต่อกัน 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ส่งกระทบต่อกำลังซื้อของประชน โดยมีลูกค้ากลุ่มที่มีปัญหาสภาพคล่อง เช่น ชาวนา และเกษตรที่ปลุกยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลง รวมทั้งพนักงานโรงงานที่โดนผลกระทบจากการส่งออกที่ลดลงและพนักงานโรงแรมการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ สินเชื่อเช่าซื้อสุทธิของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกปี 2557 อยู่ที่ 8,596.8 ล้านบาท ลดลง 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดจักรยานยนต์ครึ่งปีแรกที่ผ่านมียอดขายที่ 8.77 แสนคัน ลดลง 20.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนรายได้ TK ลดลง 23%
สำหรับ แนวโน้มกำไรในปี 2557 ยอมรับว่าจะปรับลดลงจากปีก่อน อีกทั้งเป็นอัตราที่มากกว่าการลดลงของรายได้ในปีนี้ซึ่งจะลดลงประมาณ 23% จากปี 2556 จากผลกระทบจากพอร์ตสินเชื่อพอร์ตการปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์และรถยนต์ปี 2557 จะลดลง 10% จากปีก่อนที่มีพอร์ตจำนวน 9,059 ล้านบาท ขณะที่ยังมีต้นทุนคงที่ยังอยู่ในระดับที่สูง ขณะที่แนวโน้มหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) ทั้งปีนี้จะทรงตัวที่ระดับ 5.3% ใกล้เคียงกับไตรมาส 2 ปี 2557 สูงขึ้นจากสิ้นปี 2556 ที่ 4.4%
นายประพล กล่าวต่อว่า แม้ผลประกอบในระยะสั้นของบริษัทจะออกมาไม่ดี แต่มีแผนที่จะรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 200 คน เพิ่มจากปัจจุบันที่มีจำนวนประมาณ 1,900 คน ด้วยจำนวนสาขาปัจจุบันที่มี 90 สาขา ครอบคลุมใน 53 จังหวัด ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการขยายธุรกิจในและต่างประเทศในอนาคต
“ธุรกิจเช่าซื้อน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 ปี 2557 น่าจะเริ่มมีแนวโน้มไตรมาส 4 ปี 2557 น่าเริ่มดีขึ้นจากผลแรงส่งนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐรวมถึงเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวของเกษตรกรด้วยทำให้กำลังซื้อดีขึ้นและดีขึ้นชัดเจนในปี 2558” นายประพล กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการตั้งบริษัทย่อยคือบริษัท ซัวสดัย ไฟแนนซ์ที่กัมพูชาพร้อมได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว โดยยังไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายถึงยอดปล่อยสินเชื่อเพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ แต่เชื่อว่าตลาดในกัมพูชามีศักยภาพเติบโตที่ดีในอนาคต อีกทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2557 น่าจะได้รับในอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเช่า 1 ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนหลังจากยื่นเรื่องขออนุญาตเพิ่มไปจำนวน 12 ประเทศ







