posttoday
ยิ่งลักษณ์กลับบ้านศึกหนักรอยู่

ยิ่งลักษณ์กลับบ้านศึกหนักรอยู่

12 สิงหาคม 2557

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลับมาประเทศไทยตามสัญญาแล้วสำหรับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากพาครอบครัวไปพักผ่อนต่างประเทศระหว่างวันที่ 23 ก.ค.10 ส.ค. รวมเวลาเกือบ 20 วัน ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการที่ได้ขออนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เอาไว้

ตลอดระยะเวลาที่ชีพจรลงเท้าอยู่ในต่างประเทศ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทยจะตีตั๋วเครื่องบินเฉพาะขาไปเที่ยวเดียวโดยไม่ตีตั๋วขากลับหรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีจำนำข้าวไปให้กับอัยการสูงสุดอย่างเป็นทางการ

แม้ตามขั้นตอนของคดีที่ยิ่งลักษณ์กำลังเผชิญอยู่นั้นยังมีหลายกระบวนการกว่าคดีจะขึ้นสู่ศาล แต่เมื่อภาพการเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ของอดีตนายกฯ และคณะพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางรวมถึง 15 ใบ ส่งผลให้หลายฝ่ายอดคิดไม่ได้ว่า มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ยิ่งลักษณ์อาจไปตั้งหลักในต่างประเทศก่อน

ทว่าสุดท้ายยิ่งลักษณ์ก็กลับมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

การคืนสู่มาตุภูมิของยิ่งลักษณ์เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นับว่ามีนัยทางการเมืองแฝงไว้อยู่พอสมควร

อย่างเช่น การไม่ยอมปรากฏตัวให้สื่อมวลชนเห็นตั้งแต่ที่ก้าวเท้าถึงประเทศไทยผิดกับเมื่อครั้งเดินทางออกนอกประเทศที่ยอมให้สื่อมวลชนเก็บภาพและให้สัมภาษณ์กันอย่างเป็นกันเองในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งๆ ที่บุคคลระดับยิ่งลักษณ์ หากจะหลบไม่ให้สื่อมวลชนตามทำข่าวก็ย่อมทำได้ แต่กลับไม่ทำ

เป็นไปได้เหมือนกันที่ยิ่งลักษณ์ไม่ยอมให้สื่อเข้าทำข่าวอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปลี่ยนมาเข้าประเทศที่สนามบินดอนเมืองแทนที่จะเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเกรงใจ คสช.

ต้องไม่ลืมว่า คสช.กำลังเพ่งเล็งความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองอยู่พอสมควร ผนวกกับระหว่างที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทย ยิ่งลักษณ์ได้มีโปรแกรมไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาด้วย ซึ่งด้านหนึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้กับ คสช.

ดังนั้น ถ้าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในประเด็นทางการเมืองที่สนามบินทันทีที่ตัวเองถึงประเทศไทย อาจดูเอิกเกริกเกินไปจนไม่เป็นผลดีกับตัวเองและพรรคเพื่อไทย

สุดท้ายจึงเลือกที่จะปรากฏตัวในวันรุ่งขึ้นในห้างสรรพสินค้าแทน เพื่อรักษาสัมพันธ์อันดีกับ คสช.เอาไว้ เพื่อจะไม่ได้มีปัญหากับ คสช. หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้ง

“จริงๆ แล้ว ทุกฝ่ายอาจจะเป็นห่วง แต่ครั้งนี้ตั้งใจไปพักผ่อนจริงๆ เกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเวลาให้บุตรชาย ก็ให้เวลากับลูกๆ ไปต่างประเทศ เพราะเขาใกล้เปิดเทอมแล้ว มีโอกาสก็ไปพักผ่อนและสังสรรค์กับพี่ๆ น้องๆ ขอบคุณประชาชนที่ให้ความเป็นห่วง จริงๆ แล้ว ส่วนตัวเราจะอยู่อย่างไร เราจะทำอะไร เราก็มีความผูกพันกับประเทศไทย เราคงไม่ไปไหนหรอก” คำพูดแรกของยิ่งลักษณ์ภายหลังปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนในห้างสรรพสินค้าเมื่อวันที่ 11 ส.ค.

อย่างไรก็ตาม ยิ่งลักษณ์อาจไม่เป็นที่คลางแคลงใจของ คสช.ก็จริง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีวิบากกรรมที่ต้องเผชิญอยู่ดี คือ การต่อสู้คดี

ล่าสุดสำนวน “คดีโครงการรับจำนำข้าว” ถูกส่งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถึงมืออัยการสูงสุดแล้ว ตามขั้นตอนที่บัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 อัยการสูงสุดมีเวลาพิจารณา 30 วัน ว่าจะสั่งยื่นฟ้องคดีไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองหรือไม่

ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนมีความสมบูรณ์แล้วก็สามารถส่งฟ้องศาลฎีกาฯ ได้ทันที แต่ตรงกันข้ามหากอัยการสูงสุดมองว่าการทำคดีของ ป.ป.ช.ยังไม่มีความสมบูรณ์ จะเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดต้องตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาให้ได้ข้อยุติภายใน 14 วันต่อไป

โดยในระหว่างนี้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ยังสามารถใช้สิทธิของการเป็นผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงต่ออัยการสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์ทุกประการ

แต่ถึงอย่างไร ยิ่งลักษณ์ก็ต้องขึ้นศาลฎีกาฯ สู้คดี เพราะต่อให้อัยการสูงสุดยืนยันว่าจะไม่เป็นทนายความฟ้องคดีนี้ให้กับ ป.ป.ช. ทว่า ป.ป.ช.ก็มีอำนาจแต่งตั้งทนายความจากส่วนอื่นขึ้นมาทำหน้าที่ว่าความในศาลได้อยู่ดี

เพียงแต่กระบวนการพิจารณาคดีในศาลฎีกาฯ ใช้เวลาอยู่พอสมควร ซึ่งน่าจะพอมีจังหวะให้ยิ่งลักษณ์สามารถตั้งหลักได้ทัน

นอกเหนือไปจากการต่อสู้คดีจำนำข้าวในมิติของข้อหาอาญาแล้ว อาจยังตามมาด้วยการออกแรงต่อสู้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในคดีจำนำข้าวเช่นกัน แต่เป็นในบริบทของการ “ถอดถอน”

ปัจจุบัน สนช.ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนได้ว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งหรือไม่ โดยต้องรอให้ “พรเพชรวิชิตชลชัย” รับตำแหน่งประธาน สนช.อย่างเป็นทางการก่อน ถึงจะเปิดประชุม สนช.เพื่อหารือกันให้เกิดความชัดเจน

แต่กระนั้น มีแนวโน้มว่า สนช.เตรียมจะเข้ามาพิจารณาถอดถอน โดยเตรียมจะให้ที่ประชุม สนช.ใช้เสียงข้างมากตัดสินเรื่องนี้ให้เกิดความเด็ดขาด หลังจากมี สนช.จำนวนมากเห็นว่า สนช.สามารถลงมติถอดถอนได้ เนื่องจากตีความว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่เป็นวุฒิสภา ประกอบกับในอดีตเมื่อปี 2549 สนช.เคยลงมติถอดถอน “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ออกจากตำแหน่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแล้ว

เท่ากับว่า สนช.ไม่สามารถอาจหลีกเลี่ยงภารกิจดังกล่าวไปได้

เพราะฉะนั้น การกลับประเทศไทยในครั้งนี้ของอดีตนายกฯ คนที่ 28 ดูจะไม่ค่อยเป็นสุขมากนักเมื่อเทียบกับขาไป เพราะมีศึกหนักที่เดิมพันด้วยอนาคตทางการเมืองรออยู่

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI