
ยิ่งลักษณ์กลับบ้านศึกหนักรอยู่
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
กลับมาประเทศไทยตามสัญญาแล้วสำหรับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากพาครอบครัวไปพักผ่อนต่างประเทศระหว่างวันที่ 23 ก.ค.10 ส.ค. รวมเวลาเกือบ 20 วัน ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการที่ได้ขออนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เอาไว้
ตลอดระยะเวลาที่ชีพจรลงเท้าอยู่ในต่างประเทศ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทยจะตีตั๋วเครื่องบินเฉพาะขาไปเที่ยวเดียวโดยไม่ตีตั๋วขากลับหรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีจำนำข้าวไปให้กับอัยการสูงสุดอย่างเป็นทางการ
แม้ตามขั้นตอนของคดีที่ยิ่งลักษณ์กำลังเผชิญอยู่นั้นยังมีหลายกระบวนการกว่าคดีจะขึ้นสู่ศาล แต่เมื่อภาพการเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ของอดีตนายกฯ และคณะพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางรวมถึง 15 ใบ ส่งผลให้หลายฝ่ายอดคิดไม่ได้ว่า มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ยิ่งลักษณ์อาจไปตั้งหลักในต่างประเทศก่อน
ทว่าสุดท้ายยิ่งลักษณ์ก็กลับมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
การคืนสู่มาตุภูมิของยิ่งลักษณ์เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นับว่ามีนัยทางการเมืองแฝงไว้อยู่พอสมควร
อย่างเช่น การไม่ยอมปรากฏตัวให้สื่อมวลชนเห็นตั้งแต่ที่ก้าวเท้าถึงประเทศไทยผิดกับเมื่อครั้งเดินทางออกนอกประเทศที่ยอมให้สื่อมวลชนเก็บภาพและให้สัมภาษณ์กันอย่างเป็นกันเองในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งๆ ที่บุคคลระดับยิ่งลักษณ์ หากจะหลบไม่ให้สื่อมวลชนตามทำข่าวก็ย่อมทำได้ แต่กลับไม่ทำ
เป็นไปได้เหมือนกันที่ยิ่งลักษณ์ไม่ยอมให้สื่อเข้าทำข่าวอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปลี่ยนมาเข้าประเทศที่สนามบินดอนเมืองแทนที่จะเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเกรงใจ คสช.
ต้องไม่ลืมว่า คสช.กำลังเพ่งเล็งความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองอยู่พอสมควร ผนวกกับระหว่างที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทย ยิ่งลักษณ์ได้มีโปรแกรมไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาด้วย ซึ่งด้านหนึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้กับ คสช.
ดังนั้น ถ้าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในประเด็นทางการเมืองที่สนามบินทันทีที่ตัวเองถึงประเทศไทย อาจดูเอิกเกริกเกินไปจนไม่เป็นผลดีกับตัวเองและพรรคเพื่อไทย
สุดท้ายจึงเลือกที่จะปรากฏตัวในวันรุ่งขึ้นในห้างสรรพสินค้าแทน เพื่อรักษาสัมพันธ์อันดีกับ คสช.เอาไว้ เพื่อจะไม่ได้มีปัญหากับ คสช. หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้ง
“จริงๆ แล้ว ทุกฝ่ายอาจจะเป็นห่วง แต่ครั้งนี้ตั้งใจไปพักผ่อนจริงๆ เกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเวลาให้บุตรชาย ก็ให้เวลากับลูกๆ ไปต่างประเทศ เพราะเขาใกล้เปิดเทอมแล้ว มีโอกาสก็ไปพักผ่อนและสังสรรค์กับพี่ๆ น้องๆ ขอบคุณประชาชนที่ให้ความเป็นห่วง จริงๆ แล้ว ส่วนตัวเราจะอยู่อย่างไร เราจะทำอะไร เราก็มีความผูกพันกับประเทศไทย เราคงไม่ไปไหนหรอก” คำพูดแรกของยิ่งลักษณ์ภายหลังปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนในห้างสรรพสินค้าเมื่อวันที่ 11 ส.ค.
อย่างไรก็ตาม ยิ่งลักษณ์อาจไม่เป็นที่คลางแคลงใจของ คสช.ก็จริง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีวิบากกรรมที่ต้องเผชิญอยู่ดี คือ การต่อสู้คดี
ล่าสุดสำนวน “คดีโครงการรับจำนำข้าว” ถูกส่งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถึงมืออัยการสูงสุดแล้ว ตามขั้นตอนที่บัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 อัยการสูงสุดมีเวลาพิจารณา 30 วัน ว่าจะสั่งยื่นฟ้องคดีไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองหรือไม่
ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนมีความสมบูรณ์แล้วก็สามารถส่งฟ้องศาลฎีกาฯ ได้ทันที แต่ตรงกันข้ามหากอัยการสูงสุดมองว่าการทำคดีของ ป.ป.ช.ยังไม่มีความสมบูรณ์ จะเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดต้องตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาให้ได้ข้อยุติภายใน 14 วันต่อไป
โดยในระหว่างนี้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ยังสามารถใช้สิทธิของการเป็นผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงต่ออัยการสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์ทุกประการ
แต่ถึงอย่างไร ยิ่งลักษณ์ก็ต้องขึ้นศาลฎีกาฯ สู้คดี เพราะต่อให้อัยการสูงสุดยืนยันว่าจะไม่เป็นทนายความฟ้องคดีนี้ให้กับ ป.ป.ช. ทว่า ป.ป.ช.ก็มีอำนาจแต่งตั้งทนายความจากส่วนอื่นขึ้นมาทำหน้าที่ว่าความในศาลได้อยู่ดี
เพียงแต่กระบวนการพิจารณาคดีในศาลฎีกาฯ ใช้เวลาอยู่พอสมควร ซึ่งน่าจะพอมีจังหวะให้ยิ่งลักษณ์สามารถตั้งหลักได้ทัน
นอกเหนือไปจากการต่อสู้คดีจำนำข้าวในมิติของข้อหาอาญาแล้ว อาจยังตามมาด้วยการออกแรงต่อสู้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในคดีจำนำข้าวเช่นกัน แต่เป็นในบริบทของการ “ถอดถอน”
ปัจจุบัน สนช.ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนได้ว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งหรือไม่ โดยต้องรอให้ “พรเพชรวิชิตชลชัย” รับตำแหน่งประธาน สนช.อย่างเป็นทางการก่อน ถึงจะเปิดประชุม สนช.เพื่อหารือกันให้เกิดความชัดเจน
แต่กระนั้น มีแนวโน้มว่า สนช.เตรียมจะเข้ามาพิจารณาถอดถอน โดยเตรียมจะให้ที่ประชุม สนช.ใช้เสียงข้างมากตัดสินเรื่องนี้ให้เกิดความเด็ดขาด หลังจากมี สนช.จำนวนมากเห็นว่า สนช.สามารถลงมติถอดถอนได้ เนื่องจากตีความว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่เป็นวุฒิสภา ประกอบกับในอดีตเมื่อปี 2549 สนช.เคยลงมติถอดถอน “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ออกจากตำแหน่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแล้ว
เท่ากับว่า สนช.ไม่สามารถอาจหลีกเลี่ยงภารกิจดังกล่าวไปได้
เพราะฉะนั้น การกลับประเทศไทยในครั้งนี้ของอดีตนายกฯ คนที่ 28 ดูจะไม่ค่อยเป็นสุขมากนักเมื่อเทียบกับขาไป เพราะมีศึกหนักที่เดิมพันด้วยอนาคตทางการเมืองรออยู่







