posttoday
คสช.ปฏิรูปเสี่ยงล้มเหลว

คสช.ปฏิรูปเสี่ยงล้มเหลว

08 สิงหาคม 2557

เส้นทางสู่การปฏิรูปภายใต้การควบคุมดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การปฏิรูปภายใต้การควบคุมดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเค้าไม่สู้ดีท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทผู้นำเดี่ยวของ “กองทัพ” ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกกลไกการดำเนินการ ส่งผลทำให้ตัวแทนจากแต่ละภาคส่วนของสังคมถูกผลักดันออกไปจากการมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ชัดเจนภายหลังเปิดรายชื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรากฏสัดส่วนตัวแทนจากกองทัพเข้ามาทำหน้าที่มือไม้ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างล้นหลาม จนเป็นที่หวั่นเกรงว่าอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้การแต่งตั้ง สนช.คํานึงถึงความรู้ความสามารถ ความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่างๆในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สอดรับกับโผ ครม.ที่มีกำหนดใกล้คลอดเร็วๆ นี้ มีกระแสข่าวว่า “บิ๊กทหาร” เข้ามาจับจองเก้าอี้รัฐมนตรีกันล้นหลาม ยิ่งทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือการสืบทอดอำนาจของ คสช.ผ่านกลไกต่างๆมีมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้แต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ พ.ร.ฎ.เกี่ยวกับกระบวนการสมัครและคัดเลือกผ่านกรรมการสรรหาระดับจังหวัดและคณะกรรมการสรรหา 11 ด้าน ได้แก่ การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สื่อสารมวลชน สังคมและอื่นๆที่เน้นย้ำต้องคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับ แต่ยังเป็นที่คลางแคลงใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายอาจออกมาไม่ต่างจาก สนช.

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ต้องการ “เอกภาพ” เพื่อประคองเสียงในการผลักดันกฎหมายในช่วงการปฏิรูปประเทศไม่ให้ต้องสะดุดลงระหว่างทาง หรือจะเหตุผลอะไรก็ตามแต่สัดส่วนจากกองทัพที่มีเข้ามาเบียดโควตาของภาคส่วนอื่นๆ ย่อมทำให้คนที่มีความรู้ประสบการณ์ไม่อยากเข้ามาเปลืองตัวกับภารกิจที่เคลือบแคลงว่าอาจถูกชี้นำจากกองทัพจนขาดความอิสระ

สภาพของ สนช.เวลานี้จึงตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นผู้นำเดี่ยว แนวร่วม กลุ่มผู้สนับสนุน ที่เคยเรียกร้องให้ทหารออกมาคลี่คลายสลายความขัดแย้ง นำประเทศออกจากทางตันก่อนหน้านี้ เริ่มเฟดตัวออกไปจากกระบวนการปฏิรูป ยังไม่รวมกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่า และฝั่งผู้เสียประโยชน์จากการดำเนินการของ คสช.ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถูกผลักดันให้อยู่ฝั่งตรงข้าม

เริ่มตั้งแต่กลุ่มการเมืองเดิมอย่างพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดง ที่ออกตัวไม่สนใจจะส่งตัวแทนไปร่วมเป็น สปช. ด้วยเหตุผลเกรงว่าข้อเสนอแนะต่างๆ จะไม่ได้รับการรับฟัง เพราะขั้นตอนดำเนินการจะต้องผ่านทั้ง สนช.และ คสช. ที่สำคัญ สปช.ไม่ได้รับการคัดสรรมาจากประชาชน ไม่เหมือนแนวคิดพรรคเพื่อไทย

ไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งชาติไทยพัฒนา ที่ออกตัวไม่ส่งคนไปร่วมเป็น สปช. เพราะเกรงว่าหากมีนักการเมืองเข้าไปร่วม สังคมอาจเกิดข้อสงสัยและทำให้เกิดข้อครหาว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง

เช่นเดียวกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูป แต่บริบทแวดล้อมเวลานี้เห็นว่าไม่ควรส่งตัวแทนไปเป็นสมาชิก สปช. เพราะในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน แต่จะส่งความเห็นข้อเสนอแนะในการปฏิรูปแทน

แม้แต่กลุ่ม กปปส. ซึ่งเคยเคลื่อนไหวทอดสะพานเรียกร้องให้ทหารออกมายืนข้างประชาชน แต่เวลานี้กลับไม่สนิทใจที่จะมาร่วมกระบวนการปฏิรูป ทั้งเพื่อป้องกันเสียงครหาที่จะตามมา หรือท่าทีของ คสช. ที่เริ่มไม่รับลูกข้อเสนอแนะของ กปปส.อย่างที่เคยเป็นมา

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดปฏิรูปตำรวจที่จะโอนย้ายไปขึ้นกับท้องถิ่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ กปปส.เคยพยายามเสนอเป็นตุ๊กตานั้น เวลานี้ดูจะเข็นต่อไปได้ยาก

ยังไม่ร่วมกับระเบิดลูกโตอย่างการ “นิรโทษกรรม” ให้กับทุกฝ่าย ทุกสี ซึ่งทางประชาธิปัตย์ และ กปปส.พยายามออกมาดักคอ คสช.ไม่ให้ตัดสินใจเลือกทางเดินนี้ เพราะอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม ขณะที่ทาง คสช.เองก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ยังไม่ฟันธงว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร

อีกกลุ่มที่ คสช.ผลักไปอยู่ฝั่งตรงข้ามคือ กลุ่มเสียผลประโยชน์ อย่างวินมอเตอร์ไซค์ วินรถตู้ เจ้าของตู้ม้า บ่อนการพนัน แผงลอย ยาเสพติด ฯลฯ ตามมาตรการของ คสช. ที่ออกมากวาดล้างขจัดอิทธิพลเถื่อน ซึ่งแม้จะเป็นผลดีกับสังคม แต่อีกด้านหนึ่งย่อมเป็นการเพาะศัตรูที่จะเพิ่มแรงเสียดทานให้กับ คสช.ต่อไป

ไม่ต่างจาก “ขั้วอำนาจเก่า” ที่ค่อยๆ ถูกขจัดไปผ่านการโยกย้ายตั้งแต่หลังรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับสูง ตำรวจ ทหาร สร้างความไม่พอใจสั่งสมไว้และรอวันปะทุ

เช่นเดียวกับกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร คนเสื้อแดง ซึ่งภายใต้กฎอัยการศึกเวลานี้จำเป็นต้องยุติความเคลื่อนไหวไว้ชั่วคราว ไม่กล้าออกมาล้อเล่นกับศาลทหาร แต่หากวันใดที่ยกเลิกกฎอัยการศึก กระแสต่อต้านย่อมหวนกลับคืนมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ยิ่งทำให้ คสช.จำเป็นต้องวางกลไกการทำงานให้เข้มแข็งเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันย่อมกลายเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งทำให้ คสช.ถูกโดดเดี่ยวจากฝ่ายต่างๆ ในสังคม และนั่นอาจส่งผลให้ความพยายามเดินหน้าปฏิรูปตามโรดแมปที่วางเอาไว้ล้มเหลว

ยิ่งหากการปฏิรูปรอบนี้ถูกผูกขาดอยู่ในมือของกองทัพจนในทางปฏิบัติจะไม่เปิดให้ภาคส่วนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างอิสระและเต็มที่ สุดท้ายย่อมทำให้ผลการปฏิรูปไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ กติกาที่จะออกมานับจากนี้ รวมทั้งอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ซ้ำรอยอดีตที่ผ่านมา

ส่งผลให้การรัฐประหารรอบนี้ต้องเสียของอย่างน่าเสียดายในที่สุด

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI